ReadyPlanet.com
dot
dot dot
Research/ ผลการวิจัย

สรุปการบรรยายประชุมวิชาการกรมพัฒน์ (วันพุธ)
เรื่อง "บทบาทของนำมันมะพร้าวต่อสุขภาพ และความงาม"
โดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา
วันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 เวลา 10.00-12.00 น.
ณ ห้องประชุมเบญจกูล กรมพัฒน์ฯ

มะพร้าว เป็นพืชพื้นเมืองของไทย ซึ่งบรรพบุรุษได้นำมะพร้าวมาใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของต้น จนมะพร้าวได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้สารพัดประโยชน์ และเป็นพฤกษาชีวิน หรือ Tree of life เนื่องจากเป็นที่มาของปัจจัยสี่ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย มาตั้งแต่โบราณกาล โดยที่คนไทยไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง น้ำมันมะพร้าวและกะทิซึ่งเป็นไขมันประเภทอิ่มตัว (saturated fat) ถูกระบุว่าเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ เพราะมีคอเลสเตอรอลสูง และเมื่อบริโภคเข้าไป ร่างกายก็ไปเปลี่ยนเป็นคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในกระแสโลหิต อันเป็นสาเหตุของการอุดตันของหลอดเลือดทำให้หัวใจวายเพราะขาดเลือด จึงมีการรณรงค์ให้หันไปบริโภคน้ำมันพืชที่ ไม่อิ่มตัว(unsaturated fat) แทน เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด เป็นต้น แต่ในปัจจุบันได้มีรายงานการวิจัยซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้ตีพิมพ์ซึ่งชี้ให้เห็นว่า น้ำมันมะพร้าวที่เคยถูกระบุว่าเป็นสาเหตุของโรคหัวใจนั้นไม่เป็นความจริง เพราะผลการวิจัยสรุปได้ว่า น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุดในโลก แต่น้ำมันที่ไม่อิ่มตัวทั้งหลายกลับเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคข้อเสื่อมและโรคอื่นๆ ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตลงก่อนวัยอันควร เช่น คนอเมริกันกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ มีน้ำหนักเกินอัตราที่กำหนดซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลายชนิด เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องมาจากทุกคนพากันบริโภคน้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันไม่อิ่มตัวชนิดอื่น ๆ ซึ่งเกิดจากความเข้าใจผิดมาเป็นเวลานาน

ด้วยเหตุนี้จึงควรหันมาให้ความสำคัญกับน้ำมันมะพร้าวเพราะมีประโยชน์ทั้งในแง่ต่อสุขภาพและความงาม ซึ่งถ้าย้อนไปในยุคสมัยบรรพบุรุษของไทย อาหารไทยทั้งคาวและหวานหลายชนิด ต้องใช้กะทิหรือน้ำมันมะพร้าวเป็นเครื่องปรุง นอกจากนั้นยังใช้บำรุงสุขภาพและความงาม เช่น ใช้น้ำมันมะพร้าวทานวดตัวเพื่อรักษาโรคกระดูก ปวดเมื่อย และรักษาผิวไม่ให้กร้านแดดและเหี่ยวย่น ตลอดจนใช้น้ำมันมะพร้าวชโลมผมให้ดกดำเป็นเงางาม แต่คนสมัยใหม่กลับพึ่งพาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น อาหารเสริม เครื่องสำอาง ยากันแดด ครีม โลชั่น ซึ่งบางชนิดกลับเป็นผลเสียต่อสุขภาพ และความงามของผู้บริโภคอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นต้น

ชนชาติของประเทศทวีปเอเชีย เช่น ศรีสังกา อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ซึ่งบริโภคมะพร้าวเป็นอาหารหลักอย่างหนึ่ง โดยใช้กะทิหรือน้ำมันมะพร้าวเป็นส่วนประกอบของอาหาร คนกลุ่มนี้ก็มีสุขภาพแข็งแรง และไม่ค่อยมีคนอ้วนหรือเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจเป็นจำนวนมากเหมือนกับพวกชาวตะวันตก และในด้านความงามก็เช่นเดียวกัน คนพื้นเมืองในประเทศเหล่านี้แม้ว่าบางเชื้อชาติจะมีผิวคล้ำแต่มีผิวที่เนียนไม่แตกลายหรือเหี่ยวย่น แต่ผิวพรรณกลับดูอ่อนกว่าวัย เส้นผมสลวยดกดำเป็นเงางามอันเนื่องมาจากใช้น้ำมันมะพร้าวมาทาผิว และชโลมเส้นผมนั่นเอง

ประเภทของน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ตามกระบวนการผลิตดังนี้

1. น้ำมันมะพร้าว RBD สกัดได้จากเนื้อมะพร้าวห้าวโดยการบีบ หรือใช้ตัวทำละลาย ผ่านความร้อนสูง และขบวนการทางเคมี RBD คือการทำให้บริสุทธิ์ (refining) ฟอกสี (bleaching) และกำจัดกลิ่น (deodorization) หลังจากที่สกัดได้ เพื่อให้เหมาะสำหรับการบริโภค ได้น้ำมันสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่นและรส ปราศจากวิตามินอี (เพราะถูกขจัดออกไปโดยขบวนการทางเคมี) มีปริมาณกรดไขมันอิสระ (free fatty acid) ไม่เกิน 0.1 % ปัจจุบันไม่ค่อยมีจำหน่าย เพราะโรงงานสกัดน้ำมันมะพร้าวประเภทนี้ส่วนใหญ่เลิกดำเนินกิจการไปนานแล้ว

2. น้ำมันมะพร้าวบีบเย็น (cold-pressed coconut oil) โดยขบวนการบีบไม่ผ่านความร้อนสูง ผลิตจากเนื้อมะพร้าวสดเป็นน้ำมันมะพร้าวที่บริสุทธิ์ที่สุด สีใสเหมือนน้ำ มีวิตามินอี และไม่ผ่านขบวนการเติมออกซิเจน (oxidation) มีค่า peroxide และกรดไขมันอิสระต่ำมีกลิ่นมะพร้าวอย่างอ่อน ๆ ถึงแรง (ขึ้นอยู่กับขบวนการการผลิต) มีความชื้นไม่เกิน 0.1 % เรียกน้ำมันมะพร้าวชนิดนี้ว่า น้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์ (Virgin Coconut Oil) เป็นน้ำมันที่ผลิตโดยอุตสาหกรรมขนาดเล็ก หรือในครัวเรือน

เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันเป็นน้ำมันมะพร้าวประเภทพรหมจรรย์ จึงขออธิบายถึงองค์ประกอบเฉพาะของน้ำมันประเภทนี้ ซึ่งมีส่วนทำให้น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันพืชชนิดเดียวที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และความงามของมนุษย์มากที่สุดในบรรดาน้ำมันพืชทั้งหลาย ดังต่อไปนี้

องค์ประกอบของน้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์ (Virgin Coconut Oil)

ส่วนประกอบของน้ำมันมะพร้าวมีสารที่มีลักษณะเด่น ๆ ดังนี้

1. กรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acids)
น้ำมันมะพร้าว ประกอบด้วยกรดไขมันที่อิ่มตัว กว่า 90 % อะตอมของธาตุคาร์บอนของกรดไขมันที่อิ่มตัวจะต่อกันเป็นเส้น (chain) โดยมีพันธะเดี่ยว (single bond) จับกันเองเป็นเส้นยาวตามจำนวนของคาร์บอน แต่ละอะตอมของคาร์บอนจะมีไฮโดรเจนติดอยู่ 2 ตัว เนื่องจากแต่ละอะตอมของคาร์บอนไม่สามารถรับไฮโดรเจนได้อีกเพราะไม่มีพันธะว่าง จึงเรียกน้ำมันที่มีกรดไขมันประเภทนี้ว่า “น้ำมันอิ่มตัว” กรดไขมันอิ่มตัวในน้ำมันมะพร้าวส่วนใหญ่ มีจำนวนอะตอมของคาร์บอน 8 – 14 ตัว กรดไขมันที่สำคัญได้แก่ กรด คาปริก (carpic acid – C10) กรดลอริก (Lauric acid – C12) และกรดไมริสติก (myristic acid – C14) ทำให้โมเลกุลมีความยาวของเส้น (chain) ขนาดปานกลาง
นอกจากนี้ น้ำมันมะพร้าวยังประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) แต่มีเพียง 9 % ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (monounsaturated fatty acid) คือ กรดไขมันที่มีอะตอมของคาร์บอน 1 ตัว ไม่มีไฮโดรเจน 2 ตัวมาจับ จึงต้องจับคู่กันเองด้วยพันธะคู่ (double bond) จึงเป็น กรดไขมันที่มีพันธะคู่เพียงหนึ่งคู่
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fatty acid) คือ กรดไขมันที่มีพันธะคู่มากกว่า 1 คู่ ส่วนใหญ่กรดไขมันไม่อิ่มตัวจะมีจำนวนอะตอมของคาร์บอนมาก จึงทำให้โมเลกุลมีความยาวมาก เช่น กรดลินโนเลอิก (linoleic acid – C18)

2. กรดลอริก (lauric acid)
น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันจากพืชชนิดเดียวในโลกที่มีกรดลอริก อยู่ในปริมาณที่สูงมาก ประมาณ48 – 53 % และกรดลอริกนี้เอง ที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติพิเศษในการเสริมสุขภาพและ ความงามของมนุษย์ น้ำมันมะพร้าวยังมีกรดคาปริก (capric acid) ซึ่งแม้ว่าจะมีน้อยกว่ากรดลอริก คือ มีเพียง 6-7 % แต่ก็ช่วยเสริมประสิทธิภาพของกรดลอริก

องค์ประกอบของกรดไขมันของน้ำมันพืชบางชนิด

 

Coconut
Oil

Palm
Kernel
Oil

Palm
Oil

Olive
Oil

Soybean
Oil

A. Saturated

 

 

 

 

 

C6:0 Caproic

0.50

0.30

-

-

-

C8:0 Caprylic

8.00

3.90

-

-

-

C10:0 Capric

7.00

4.00

-

-

-

C12:0 Lauric

48.00

49.60

  0.30  

-

 

C14:0 Myristic

17.00

16.00

1.10

-

0.10

C16:0 Palmitic

9.00

8.00

45.20

 14.00 

10.50

C18:0 Stearic

2.00

2.40

4.70

2.00

3.20

C20:0 Arachidic

0.10

0.10

0.20

-

0.20

B. Unsaturated

 

 

 

 

 

C16:1 Palmitoleic

0.10

-

-

1.00

-

C18:1 Oleic

6.00

13.70

38.8

71.00

22.30

C18:2 Linoleic

2.30

2.00

9.40

10.00

54.50

C18:3 Linoleic

-

-

0.30

0.80

8.30

C20:4 Arachidonic

-

-

-

-

0.90

% Unsaturated

8.40

15.70

48.50

82.80

90.80

3. วิตามินอี (vitamin E)
น้ำมันมะพร้าวที่ไม่ผ่านขบวนการ RBD ยังคงมีวิตามินอีเหลืออยู่ และก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวโดดเด่นกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ

บทบาททางสรีรวิทยาของน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันพืชที่มีองค์ประกอบที่แตกต่างไปจากน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว และแต่ละองค์ประกอบก็มีบทบาททางสรีรวิทยาที่เสริมให้น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพและความงามของผู้บริโภค ดังคำอธิบายต่อไปนี้

1. ความอิ่มตัว
เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวประกอบด้วยกรดไขมันที่อิ่มตัวโดยที่พันธะ (bond) ที่จับกันระหว่างอะตอมของคาร์บอนเป็นพันธะเดี่ยว (single bond) ทำให้มีความเสถียรหรืออยู่ตัว (stability) สูงจึงไม่ถูกอะตอมของไฮโดรเจนและออกซิเจนเข้าไปแทรก ซึ่งเรียกว่า hydrogenation และ oxidation ได้ง่าย ๆ และ ไม่มีกลิ่นหืนเหมือนน้ำมันไม่อิ่มตัวโดยเฉพาะพวกที่เป็นน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated oil) ซึ่งมีพันธะคู่หลายตำแหน่งเมื่อถูกความร้อนสูงจะทำให้เกิดเป็นเกิดเป็น trans fatty acids ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดทำให้เกิดผลร้ายต่อร่างกายมากมาย เช่นทำลาย เยื่อหุ้มเซลล์ (membrane) อันเป็นผลทำให้เซลล์อ่อนแอจนเชื้อโรคและสารพิษเข้าไปได้สะดวก ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เปลี่ยนแปลงกลไกของร่างกายในการขจัดคอเลสเตอรอลโดยการขัดขวางการเปลี่ยนไปเป็นพลังงานในตับ จึงทำให้มีปริมาณคอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้นในกระแสโลหิต ลดปริมาณและคุณภาพของนมน้ำเหลืองของมารดา เพิ่มโอกาสเป็นโรคเบาหวาน ลดปริมาณของฮอร์โมนเทสโตสเตอโรล ในเพศชาย เป็นต้น

2. กรดไขมันขนาดกลาง
การที่กรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวที่โมเลกุลขนาดกลาง มีส่วนอย่างมากที่ทำให้มีคุณสมบัติเป็นเลิศ ดังจะเห็นได้จากกรณีดังต่อไปนี้
2.1 เปลี่ยนเป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว : ร่างกายของมนุษย์สามารถเปลี่ยนน้ำมันมะพร้าวให้เป็นพลังงานอย่างรวดเร็ว เนื่องจากส่วนใหญ่ของกรดไขมันของน้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดกลาง (C8 – C14) เมื่อเราบริโภคเข้าไปมันจะผ่านจากกระเพาะอาหารไปยังลำไส้ แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ตับอย่างรวดเร็ว (ภายในหนึ่งชั่วโมง) ทำให้ไม่มีไขมันเหลือสะสมในร่างกาย ดังภาพที่ 1
ภาพที่ 1 แสดงความแตกต่างของโมเลกุลไขมันในการเปลี่ยนเป็นพลังงาน

2.2 เพิ่มอัตราเมตาบอลิซึม : นอกจากจะเปลี่ยนเป็นพลังงานอย่างรวดเร็วดังได้กล่าวมาแล้ว น้ำมันมะพร้าวยังไปเร่งอัตราการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน หรือเมตาบอลิซึม (metabolism) เพราะมันมีผลทำให้เกิดความร้อนสูง (thermogenesis) โดยไปกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้ทำงานเร็วขึ้น คล้ายกับบุคคลประเภทไฮเปอร์ไทรอยด์ (hyperthyroid) ที่ต่อมไทรอยด์ทำงานในอัตราที่สูงกว่าคนธรรมดา บุคคลพวกนี้จึงใช้พลังงานมาก ทำให้เป็นคนกระฉับกระเฉง (active) และไม่อ้วน เพราะน้ำมันมะพร้าวที่บริโภคเข้าไปถูกเผาผลาญเป็นพลังงานหมดไม่สะสมเป็นไขมันในร่างกาย ดังภาพที่ 2

ภาพที่ 2 แสดงการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน

2.3 ช่วยลดน้ำหนัก : การบริโภคน้ำมันมะพร้าว นอกจากจะไม่ทำให้อ้วนแล้ว ยังสามารถลดความอ้วนจากผลของการเกิดความร้อนสูงในร่างกาย โดยการไปนำไขมันที่ร่างกายสะสมไว้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ออกมาใช้เป็นพลังงาน ดังนั้นน้ำมันมะพร้าวจึงช่วยลดความอ้วนได้ จนมีคำที่ว่า “Eat Fat – Look Thin”

3. กรดลอริกและโมโนลอริก
น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริก (lauric acid) อยู่ประมาณ 50 % กรดนี้ มีส่วนที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวดีเด่นกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ เพราะมีความสามารถพิเศษ คือ
3.1 สร้างภูมิคุ้มกัน : เมื่อเราบริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไปในร่างกาย กรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวจะเปลี่ยนเป็นโมโนกลีเซอไรด์ (monoglyceride) ที่มีชื่อว่า โมโนลอริน (monolaurin) ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกับที่อยู่ในน้ำนมมารดา ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารกในระยะ 6 เดือนแรก ที่ร่างกายยังไม่สร้างระบบภูมิคุ้มกันโรค
3.2 ฆ่าเชื้อโรค : โมโนลอรินเป็นสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคทุกชนิด ที่ดีกว่ายาปฏิชีวนะที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ โปรโตซัว และไวรัส ไวรัสบางชนิด ที่ยาปฏิชีวนะทั่วไป ทำลายไม่ได้เนื่องจากมีเกราะที่เป็นไขมันห่อหุ้ม (lipid-coated membrane) แต่เกราะนี้ก็จะถูกละลายโดยน้ำมันมะพร้าวเพื่อเปิดโอกาสให้โมโนลอรินเข้าไปฆ่าเชื้อโรค สารปฏิชีวนะในน้ำมันมะพร้าวไม่เป็นพิษต่อมนุษย์ และจะถูกสร้างขึ้นในร่างกายของมนุษย์เมื่อบริโภคอาหารที่มีกรดลอริก อีกทั้งไม่เป็นอันตรายต่อแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในลำไส้

4. กรดคาปริกและโมโนคาปริน
แม้ว่าจะมีอยู่เพียง 6-7 % แต่กรดคาปริก (capric acid) ก็ช่วยเสริมประสิทธิภาพของโมโนลอริน โดยการเปลี่ยนเป็นสารโมโนคาปริน (monocaprin) เมื่อน้ำมันมะพร้าวถูกบริโภคเข้าไปในร่างกาย ซึ่งมีฤทธิ์เช่นเดียวกันกับโมโนลอริน ทั้งนี้ก็เพราะประสิทธิภาพของการทำงานของโมโนลอริน และโมโนคาปรินขึ้นอยู่กับปริมาณที่มีอยู่

5. วิตามิน
น้ำมันมะพร้าว ที่ผลิตจากมะพร้าวแห้งที่เก็บไว้นาน ๆ จะมีจุลินทรีย์ปนเปื้อน ตลอดจนถูกแสงแดดและความร้อน เมื่อนำไปสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีหีบหรือ การใช้ตัวทำละลาย จึงสูญเสียคุณสมบัติที่ดี โดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้มันไม่หืน และเมื่อถูกนำไปผ่านขบวนการทางเคมี RBD ก่อนที่จะนำไปบริโภคจะสูญเสียวิตามินอีไป แต่ก็ยังเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ ตราบใดที่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงทางเคมีโดยขบวนการเติมไฮโดรเจนหรือเติมสารกันเสีย (preservatives) เพื่อรักษาสภาพให้คงทนและไม่หืน แต่น้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์ ซึ่งสกัดได้โดยวิธีหมัก หรือวิธีบีบเย็นไม่ใช้อุณหภูมิสูง และไม่ผ่านขบวนการทางเคมี จะยังคงมีวิตามินอีเหลืออยู่ วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
5.1 ต่อต้านอนุมูลอิสระ : วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) โดยการป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกเติมออกซิเจน และเป็นตัวต่อต้านอนุมูลอิสระ (free radicals) ซึ่งเกิดจากมลพิษในสิ่งแวดล้อม อาหารและเครื่องดื่ม การสูบบุหรี่ รังสี ความเครียด ฯลฯ โดยปกติร่างกายของมนุษย์มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระคอยทำลายอนุมูลอิสระอยู่แล้ว แต่เมื่อบริโภคน้ำมันพืชประเภทไม่อิ่มตัวซึ่งถูกเติมออกซิเจน (oxidized) ได้ง่าย ๆ ตั้งแต่เริ่มสกัด ตลอดจนระหว่างการขนส่ง การวางจำหน่าย และการเก็บรักษาก่อนบริโภค จึงเกิดเป็นอนุมูลอิสระได้ง่าย อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นน่าจะไปลบล้างประสิทธิภาพ (neutralize) ของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในร่างกาย ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดผลเสียแก่เซลล์และเนื้อเยื่อ เนื่องจากอนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่เปลี่ยนสภาพโดยสูญเสียอีเล็กตรอน (electron) จึงไปจับกับโมเลกุลที่อยู่ใกล้เคียงต่อไปเรื่อย ๆ เกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ เป็นผลทำให้เซลล์ผิดปกติไป เช่น เยื่อบุเซลล์ฉีกขาด เปลี่ยนสารพันธุกรรมใน นิวเครียส เกิดการกลายพันธุ์ ทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อม (degenerative diseases) เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง ไขข้ออักเสบ เบาหวาน โรคภูมิแพ้ ชราภาพก่อนวัย เป็นต้น
5.2 สารโทโคไทรอีนอล (tocotrienol) วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าว มีสารโทโคไทรอีนอล ซึ่งเป็นรูปของวิตามินอีที่มีอานุภาพสูงกว่าสารโทโคเฟอรอล (tocopherol) ซึ่งอยู่ในวิตามินอีทั่วไป โดยเฉพาะที่มีอยู่ในเครื่องสำอางรักษาผิวถึง 40-60 เท่า ด้วยเหตุนี้น้ำมันมะพร้าวจึงต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพ

สุขภาพที่ดีของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับสถานภาพ 4 ประการ คือ
1. การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
จากบทบาททางสรีรวิทยาของน้ำมันมะพร้าวที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้ผู้บริโภคน้ำมันมะพร้าวมีสุขภาพดี แข็งแรง เพราะได้พลังงานทันทีที่บริโภคน้ำมันมะพร้าว นอกจากนั้น น้ำมันมะพร้าวยังมีคุณทางอาหาร โดยเฉพาะวิตามิน และเกลือแร่ ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มคุณค่าของอาหารโดยการเพิ่มการดูดวิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโน เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก จึงถูกย่อยง่าย และเคลื่อนที่เร็วไปตามของเหลวในร่างกาย จึงเป็นที่นิยมใช้หุงต้มอาหารสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาการย่อยไขมัน และยังใช้ในสูตรน้ำนม เพื่อให้ไขมันที่จำเป็นแก่เด็กทารก และช่วยในการดูดซึมแคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนากระดูก
2. ช่วยให้ปลอดจากโรคไม่ติดเชื้อ
โรคไม่ติดเชื้อที่ น้ำมันมะพร้าวมีส่วนในการลดอัตราการเกิด ได้แก่
2.1 โรคหัวใจ : จากผลการวิเคราะห์พบว่า น้ำมันมะพร้าวมีคอเลสเตอรอลน้อยมาก เพราะมีเพียง 14 ส่วนในล้านซึ่งน้อยกว่าน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งมี 28 ส่วน และที่สำคัญคือ เมื่อบริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไป ในร่างกาย ก็ไม่ได้เปลี่ยนเป็นคอเลสเตอรอลในกระแสโลหิต อีกทั้งยังไม่ได้ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเหมือนกับน้ำมันพืชประเภทไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันถั่วเหลืองที่ถูกเติมไฮโดรเจน (hydrogenate) ในขบวนการผลิต และถูกเติมออกซิเจน (oxidize) ระหว่างเดินทางก่อนถูกบริโภค จนเกิดเป็นtrans fatty acids ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดลิ่มเลือด และไปอุดตันหลอดเลือด นอกจากนั้นน้ำมันมะพร้าวยังมีวิตามินอีที่ช่วยขยายหลอดเลือดและป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ นักโภชนาการสมัยใหม่จึงสรุปว่า น้ำมันมะพร้าวช่วยทำให้หัวใจมีสุขภาพดี เพราะเป็นหนึ่งในสองชนิดของน้ำมันบริโภค ซึ่งช่วยลดความหนืด (stickiness) ของเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ

น้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยโคเลสเตอรอลจริงหรือ?

ชนิดของน้ำมัน

ปริมาณคอเรสเตอรอล (ส่วนต่อล้าน)

น้ำมันมะพร้าว 

14

น้ำมันปาล์ม

18

น้ำมันถั่วเหลือง               

28

น้ำมันข้าวโพด

50

เนยเหลว

3,150

น้ำมันหมู

3,500

2.2 โรคมะเร็ง : น้ำมันมะพร้าวมีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็ง ด้วยกลไก 2 วิธี คือ
(1) เนื่องจากเป็นน้ำมันประเภทอิ่มตัวจึงไม่ถูกเติมไฮโดรเจน (hydrogenate) และแตกตัวเมื่อถูกกับอุณหภูมิสูง
(2) มีวิตามินอีช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการกลายพันธุ์ของยีน เกิดเป็นเซลล์มะเร็ง และการทำร้ายเซลล์ การใช้น้ำมันมะพร้าวชโลมตัว ก็ช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังได้ดีกว่ายาทากันแดดราคาแพง
2.3 โรคอ้วน : โรคอ้วนนั้นมีความสัมพันธ์กับสภาพต่าง ๆ เช่น การมีไขมันในเลือดสูงเป็นโรคเบาหวานมีความดันโลหิตสูง เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ตลอดจนโรคข้ออักเสบ ภาวะหยุดหายใจ ขณะหลับ ฯลฯ การบริโภคน้ำมันมะพร้าวจะช่วยทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูง (ในขบวนการ thermogenesis) ทำให้ร่างกายมีอัตราการเผาผลาญอาหาร หรือเมตาบอลิซึม (metabolism) สูงเกิดเป็นพลังงานสำหรับใช้ในการดำรงชีวิต อีกทั้งยังช่วยทำลายไขมันที่ร่างกายสะสมอยู่ นำไปใช้เป็นพลังงาน ดังนั้น ผู้บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำจึงไม่อ้วน
2.4 โรคเบาหวาน : ผลพลอยได้ของการเพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานจากการบริโภคน้ำมันมะพร้าวทำให้ร่างกายไม่สะสมน้ำตาล เพราะถูกใช้ไปเป็นพลังงานหมด อีกทั้งยังไม่ทำให้ผู้ป่วยอยากรับประทานอาหารที่เป็นแป้งหรือน้ำตาล จึงช่วยลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานไปได้โดยปริยาย
2.5 โรคปวดเมื่อย โรคชราภาพก่อนวัย โรคมะเร็งผิวหนัง และโรคกระดูก : น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ถูกดูดซึมเข้าทางผิวหนังได้ดี เพราะมีขนาดของโมเลกุลเล็กจึงนิยมใช้นวดตัวให้หายปวดเมื่อย และผ่อนคลายความเครียด อีกทั้งยังปกป้องการทำลายของแสงอัลตราไวโอเลตที่ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นแก่ก่อนวัย และเป็นมะเร็งผิวหนัง ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของกระดูกให้แข็งแรง แพทย์แผนไทยจึงนิยมนำน้ำมันมะพร้าว มาประกอบเป็นสูตรยาแผนโบราณในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับกระดูก อันเนื่องมาจากการประสบอุบัติเหตุ

3. ช่วยให้ร่างกายปลอดจากโรคติดเชื้อ
จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคเป็นสาเหตุของโรคของมนุษย์มากมายเหลือคณานับ แต่ก็แปลกที่เด็กทารกแรกคลอดที่ดูดน้ำนมมารดาเป็นประจำมักไม่ค่อยเป็นโรคเหล่านี้ ทั้งนี้ก็เพราะมีภูมิคุ้มกันที่ได้มาจากน้ำนมมารดา ได้มีการค้นพบว่าสารสำคัญในนมน้ำเหลือง (cholostum) ของมารดานี้ คือ กรดลอริก ซึ่งเมื่อเข้าไป ในร่างกายก็เปลี่ยนไปเป็นสารโมโนลอริน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารปฏิชีวนะนั่นเอง ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของน้ำมันมะพร้าวพบว่ามีกรดลอริกสูงมากถึง 48-53% ซึ่งมากกว่าในน้ำนมมารดามาก ในปัจจุบันวงการแพทย์สมัยใหม่ได้แนะนำให้ประชาชนกินยาเม็ดที่มีโมโนลอรินเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค

4. การรักษาโรค
จากการที่น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อ และสามารถถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้ดี และรวดเร็ว ตำราอายุรเวทของอินเดียจึงได้ใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคมาไม่ต่ำกว่า 4,000 ปี แพทย์แผนไทยก็ได้ใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคทั้งภายในและภายนอกมาเป็นเวลาช้านาน เช่น ในตำราพระโอสถพระนารายณ์ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาได้ใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นยานวดแก้ปวดเมื่อย ยารักษาโรคกระดูก ยารักษาแผลเน่าเปื่อย ส่วนตำราแพทย์แผนไทยในปัจจุบันก็แนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคกระดูกที่เกิดจากอุบัติเหตุ รักษา เม็ดผดผื่นคัน ลบริ้วรอย แผลฟกช้ำ ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ และป้องกันแสงแดด และความร้อน แม้กระทั่งแพทย์แผนปัจจุบันชาวตะวันตก ก็ให้คนไข้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารหรือการดูดซึมอาหาร เด็กทารกรวมทั้งเด็กเล็กที่ไม่สามารถย่อยไขมัน กินน้ำมันมะพร้าวเป็นยารักษาโรค ศักยภาพของน้ำมันมะพร้าวในการรักษาโรคมีดังนี้
4.1 โรคที่เกิดจากการติดเชื้อต่าง ๆ เชื้อโรคที่กรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวสามารถทำลายได้ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อราและยีสต์ เชื้อโปรโตซัว และเชื้อไวรัส โมโนลอรินหรือสารปฏิชีวนะในน้ำมันมะพร้าว มีจุดเด่นสองประการ คือ ไม่ทำให้เกิดการดื้อยาของเชื้อโรค และสามารถฆ่าเชื้อโรคบางชนิดที่มีเกราะไขมันห่อหุ้มเซลล์ ที่ยาปฏิชีวนะธรรมดา ไม่สามารถฆ่าได้ แต่น้ำมันมะพร้าว สามารถละลายเกราะไขมันนี้ได้ แล้วจึงเข้าไปฆ่าเชื้อโรคเหล่านี้ เท่าที่ได้มีการวิจัยพบว่า เชื้อโรคที่มีเกราะไขมันห่อหุ้มนี้เป็นโรคร้ายในปัจจุบันที่รักษายากมาก เพราะทำลายมันไม่ได้ อย่างดีก็หยุดไม่ให้มันขยายพันธุ์โรคเหล่านี้ เช่น ไวรัสโรคเอดส์ โรค SARS ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และกำลังมีการทดลองเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล
4.2 โรคผิวหนัง ผิวหนังที่ถูกอนุมูลอิสระเข้าทำลาย หรือจากการถูกทำร้าย จนเกิดเป็นแผลที่เชื้อโรคจะเข้าทำลายต่อโมโนลอรินในน้ำมันมะพร้าว ซึ่งเป็นสารปฏิชีวนะจะช่วยกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้

4.3 รังแคหนังศีรษะ น้ำมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคที่ทำให้เกิดรังแค หากชโลมผมด้วยน้ำมันมะพร้าวจะช่วยรักษารังแคหนังศีรษะได้

เรียบเรียงโดย
กลุ่มงานพัฒนาวิชาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร
สถาบันการแพทย์แผนไทย

บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพและความงาม

อ้างอิงจาก . . .   ดร. ณรงค์ โฉมเฉลา.2548.เอกสารเผยแพร่ TNCEL (Thailand Network for the conversation and enhancement of landdraces of caltivated plants)
ประธานเครือข่ายพืชปลูกพื้นเมืองไทย

มะพร้าวเป็นพืชพื้นเมืองของไทย และบรรพบุรุษของคนไทยได้นำมะพร้าวมาใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของต้น จนมะพร้าวได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้สารพัดประโยชน์ และเป็นพฤกษาชีวิน หรือ Tree of Life เพราะมันเป็นที่มาของปัจจัยสี่ คือ อาหารเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่โบราณกาล โดยที่คนไทยไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเราได้ถูกชักชวนให้เลิกบริโภคน้ำมันมะพร้าว และกะทิ ซึ่งเป็นไขมันประเภทอิ่มตัว (ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ เพราะมีคอเลสเตอรอลสูง และเมื่อบริโภคเข้าไปร่างกายก็จะเปลี่ยนเป็นคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในกระแสโลหิต อันเป็นสาเหตุให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดทำให้หัวใจวายเพราะขาดเลือด) แล้วหันไปบริโภคน้ำมันพืชที่ไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด ฯลฯ โดยการโฆษณาว่าเป็นน้ำมันที่ไม่มี คอเลสเตอรอล ซึ่งจะช่วยลดอันตรายจากการเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคหัวใจ

เนื่องจากผู้ที่ออกมารณรงค์ดังกล่าว เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคหัวใจ และนักโภชนาการ (ซึ่งต่างก็ได้รับข้อมูลมาจากต่างประเทศ) จึงไม่เป็นที่ประหลาดใจ ที่การรณรงค์ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม เพราะคนไทยต่างพากันเลิกบริโภคน้ำมันมะพร้าว และลดการบริโภคกะทิ จนทำให้โรงงานผลิตน้ำมันมะพร้าวต้องปิดกิจการอันส่งผลให้ชาวสวนมะพร้าวต้องขาดรายได้ ผลที่ตามมาก็คือเศรษฐกิจทรุดตัวลง ประกอบกับต้องเสียเงินตราต่างประเทศเพื่อซื้อน้ำมันพืช หรือเมล็ดน้ำมันเหล่านั้นเข้ามาสกัดน้ำมันในเมืองไทย ประเทศไทยต้องจ่ายเงินให้ต่างชาติปีละประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาท เพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำมันไม่อิ่มตัว หลังจากที่คนไทยต้องบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัวเหล่านั้นไปนานๆการณ์กลับเป็นตรงกันข้าม เพราะโรคหัวใจ ตลอดจนโรคอื่นๆเช่นมะเร็ง เบาหวาน โรคอ้วน โรคข้อเสื่อม โรคของต่อมไทรอยด์ ฯลฯ กลับเพิ่มมากขึ้น แทนที่จะลดลง

ในขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกก็ได้ตีพิมพ์รายงานที่ชี้ให้เห็นว่า การปรักปรำว่าน้ำมันมะพร้าวเป็นสาเหตุของโรคหัวใจนั้นไม่เป็นความจริงเพราะ ผลงานวิจัยสรุปได้ว่า “น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุดในโลก” แต่น้ำมันไม่อิ่มตัวทั้งหลายกลับเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากที่สุด และเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายโรคที่ทำให้มนุษย์ต้องจบชีวิตลงก่อนวัยอันสมควร

ประจักษ์พยาน

  1. จากบรรพบุรุษของคนไทย

    น้ำมันมะพร้าว และกะทิ เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของคนไทยได้บริโภค และใช้มานานแล้ว อาหารไทยทั้งคาวและหวานหลายอย่าง ต้องใช้กะทิหรือน้ำมันมะพร้าวเป็นเครื่องปรุง มีการเล่าขานถึงการใช้กะทิ หรือน้ำมันมะพร้าวในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง กะทิและน้ำมันมะพร้าวได้เข้ามามีส่วนในงานประเพณีของคนไทยในภาคต่างๆเช่นในงานประเพณีสารทเดือนสิบของคนภาคใต้ ที่ชาวบ้านต้องช่วยกันเก็บมะพร้าวนำมาปอกเปลือกกะเทาะกะลา ขูดเนื้อมะพร้าว คั้นกะทิ เคี่ยวน้ำมัน

    นอกจากนั้นก็มีการบอกเล่าปากต่อปากถึงวิธีการบริโภค เพื่อบำรุงสุขภาพและความงามโดยการใช้น้ำมันมะพร้าวมาทานวดตัวเพื่อรักษาโรคกระดูก ปวดเมื่อย และรักษาผิวไม่ให้กร้านแดดและเหี่ยวย่น ตลอดจนใช้น้ำมันมะพร้าวมาชโลมผมให้ดกดำเป็นเงางาม แต่คนสมัยใหม่กลับพากันไปพึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น อาหารเสริม เครื่องสำอาง ยากันแดด ครีม โลชั่น ซึ่งหลายอย่างกลับเป็นผลเสียต่อสุขภาพ และความงามของผู้ใช้อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

  2. จากชนชาติในเอเซีย และแปซิฟิก

จากการที่มะพร้าว เป็นพืชที่ขึ้นได้ดีในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ชนชาติในดินแดนเหล่านี้ต่างก็ยกย่องให้มะพร้าว เป็นต้นไม้ให้ชีวิต (Tree of Life) เพราะมะพร้าวเป็นต้นไม้เอนกประสงค์

แต่ไหนแต่ไรมา ชนชาติของประเทศในทวีบเอเซีย เช่นศรีลังกา อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ซึ่งบริโภคมะพร้าวเป็นอาหารหลักอย่างหนึ่ง และแน่นอนได้ใช้กะทิหรือน้ำมันมะพร้าวเป็นส่วนประกอบของอาหาร แม้ว่าโภชนาการของประเทศเหล่านี้จะไม่เลอเลิศเหมือนดั่งประเทศตะวันตกในปัจจุบัน แต่เขาเหล่านั้นก็มีสุขภาพดี แข็งแรง ที่สำคัญไม่ค่อยมีคนอ้วนและเป็นโรคของคนสมัยใหม่เช่น มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคอ้วน ฯลฯ

ในด้านความงามก็เช่นเดียวกัน คนพื้นเมืองในประเทศเหล่านี้แม้ว่าบางเชื้อชาติจะมีผิวคล้ำแต่ก็มีรูปร่างสมส่วนไม่อ้วนเป็นพะโล้เหมือนสาวฝรั่งส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ผอมแต่ ที่สำคัญมีผิวที่เนียนไม่แตกลายเหี่ยวย่น แต่ชุ่มฉ่ำและดูอ่อนเยาว์ ส่วนเส้นผมก็ดกดำเป็นเงางามเพราะชโลมเส้นผมด้วยน้ำมันมะพร้าว

เขาหลอกให้เราเลิกบริโภคน้ำมันมะพร้าว

แล้วอยู่มาวันหนึ่งพวกเราทั้งหลายในเอเซีย และแปซิฟิก ซึ่งรวมทั้งคนไทยด้วยก็ได้รับการแนะนำโดยเหล่าบรรดาแพทย์โรคหัวใจ และนักโภชนาการว่าไม่ควรบริโภคกะทิ และน้ำมันมะพร้าว เพราะจะทำให้อ้วนและเป็นโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ

ใครหนอบังอาจหลอกเราได้?สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศผู้ปลูกถั่วเหลืองรายใหญ่ที่สุดในโลกได้ผลผลิตปีละ 80 ล้านตัน และสามารถนำไปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆได้นับเป็นพันๆชนิด และสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เด่นที่สุดคือ น้ำมันถั่วเหลือง อีกทั้งยังเป็นผู้ผลิตน้ำมันพืชจากเมล็ด เช่นน้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด รายใหญ่ของโลกอีกด้วย

แล้วเราก็ถูกหลอกจนได้ครั้นเมื่อผลิตน้ำมันถั่วเหลืองได้มากขึ้น แต่มีตลาดจำกัด สมาคมถั่วเหลืองอเมริกัน (American Soybean Association – ASA) ซึ่งทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้กสิกรผู้ปลูกถั่วเหลืองชาวอเมริกัน 3 แสนครอบครัวจึงรณรงค์ให้มีการบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองให้มากขึ้น โดยโฆษณาว่าน้ำมันถั่วเหลืองเป็นไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fat) ที่บำรุงสุขภาพและลดการเป็นโรคหัวใจ แต่การรณรงค์ดังกล่าวก็ไม่บังเกิดผลเท่าที่ควรโดยเฉพาะในทวีปเอเซียและแปซิฟิก เพราะคนพื้นเมืองยังชอบบริโภคน้ำมันมะพร้าวที่ทำให้อาหารมีรสดี เก็บไว้ได้นาน และมีราคาถูก ASA จึงหาเล่ห์กลที่ทำให้ผู้บริโภคเหล่านั้นเลิกบริโภคน้ำมันมะพร้าวให้ได้ โดยการปรักปรำว่าน้ำมันมะพร้าวเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ เพราะเป็นไขมันอิ่มตัว (Saturated fat) ทั้งนี้ โดยการกล่าวอ้างถึงผลการวิจัยชิ้นหนึ่งที่สรุปว่าไขมันอิ่มตัวมีคอเลสเตอรอลสูง และเป็นสาเหตุของไขมันอุดตันในเส้นเลือด ทั้งๆที่ไขมันที่นำมาใช้ในการทดลองดังกล่าวเป็นไขมันจากสัตว์ เช่นน้ำมันหมู ไขมันจากเนื้อ และน้ำมันมะพร้าวที่เสื่อมสภาพ (เพราะผ่านกรรมวิธีในการสกัดที่ใช้ความร้อนสูง และสารเคมี) ASA ก็ถือโอกาสสรุปเอาเลยว่าไขมันอิ่มตัวทุกชนิดเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ และใช้ประเด็นนี้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ตลอดจนโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร และร้านอาหารประเภทจานด่วนเลิกใช้น้ำมันมะพร้าวผลก็คือไม่แต่เฉพาะคนอเมริกันและยุโรปเท่านั้น ที่พากันเลิกบริโภคน้ำมันมะพร้าว และสิ่งแรกก็คือโรงงานน้ำมันมะพร้าวทั่วโลกต้องหยุดกิจการ และชาวสวนมะพร้าวขาดรายได้

เมื่อพระเอกกลายเป็นผู้ร้ายหลังจากที่ทุกคนพากันบริโภคน้ำมันถั่วเหลือง ชาวอเมริกันกว่า 60 เปอร์เซ็นพากันมีน้ำหนักเกินอัตราที่กำหนด ที่สำคัญกว่านั้นคือการเพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคร้ายแรงหลายโรค เช่นมะเร็ง เบาหวาน โรคอ้วน โรคของต่อไทรอยด์และอีกสารพัดโรค ที่คนทั้งโลกต้องประสบอยู่เป็นผลมาจากการบริโภคน้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันพืชที่ไม่อิ่มตัวอื่นๆเช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด

เมื่อผู้ร้ายกลับกลายมาเป็นพระเอกจากผลงานวิจัยในระยะหลังๆ ของนักวิทยาศาสตร์หลายสาขา และส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันเองที่ยังซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพของตน สรุปได้ว่า น้ำมันมะพร้าวไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ถูกกล่าวหา (ซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงจริยธรรม) แต่กลับเป็นน้ำมันพืชที่มีคุณค่าต่อสุขภาพและความงามของมนุษย์มากที่สุดในโลก

องค์ประกอบของน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

  1. น้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้จากเนื้อมะพร้าวห้าวโดยการบีบ หรือใช้ตัวทำละลาย ผ่านความร้อนสูงและขบวนการทางเคมี RBD คือการทำให้บริสุทธิ์ (Refining) ฟอกสี (bleaching) และกำจัดกลิ่น (deodorization) หลังจากที่สกัดได้ เพื่อให้เหมาะสำหรับการบริโภค ได้น้ำมันสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่นและรส ปราศจากวิตามินอี (เพราะถูกขจัดออกไปโดยขบวนการทางเคมี) มีปริมาณกรดไขมันอิสระ (free fatty acid) ไม่เกิน 0.1% ปัจจุบันไม่ค่อยมีจำหน่ายแล้ว เพราะโรงงานสกัดน้ำมันมะพร้าวประเภทนี้ส่วนใหญ่เลิกดำเนินการไปนานแล้ว

  2. น้ำมันมะพร้าวที่ผ่านขบวนการบีบโดยไม่ผ่านความร้อน (cold pressed coconut oil) ผลิตจากเนื้อมะพร้าวสดเป็นน้ำมันมะพร้าวที่บริสุทธิ์ที่สุด สีใสเหมือนน้ำ มีวิตามินอี และไม่ผ่านขบวนการเติมออกซิเจน (oxidationj) มีค่า peroxide และกรดไขมันอิสระต่ำมีกลิ่นมะพร้าวชนิดที่ว่า น้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์ (Virgin coconut oil )

  • เป็นไขมันอิ่มตัว

น้ำมันมะพร้าว ประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัว กว่า 90% อะตอมของธาตุคาร์บอนของกรดไขมันอิ่มตัวจะต่อกันเป็นเส้น โดยมีพันธะเดี่ยว จับกันเองจนเป็นเส้นยาวตามจำนวนของคาร์บอน แต่ละอะตอมของคาร์บอนจะมีไฮโดรเจนติดอยู่ 2 ตัว เนื่องจากแต่ละอะตอมของคาร์บอนไม่สามารถรับไฮโดเจนได้อีกเพราะไม่มีพันธะ ว่าง จึงเรียกน้ำมันที่มีกรดไขมันประเภทนี้ว่า น้ำมันอิ่มตัว กรดไขมันอิ่มตัวในน้ำมันมะพร้าวส่วนใหญ่ มีจำนวนอะตอมของคาร์บอน 8-14 ตัว กรดไขมันที่สำคัญได้แก่กรดคาบริก กรดลอริก และกรดไมริสติก ทำให้โมเลกุลมีความยาวของเส้นขนาดปานกลางน้ำมันมะพร้าวยังประกอบไปด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว อีก 2 ประเภทแต่มีเพียง 9 % ประเภทแรกได้แก่กรดไขมันที่มีอะตอมของคาร์บอน 1 ตัวไม่มีไฮโดเจน 2 ตัวมาจับ มันจึงจับกันเองด้วยพันธะคู่ กรดไขมันที่มีพันธะคู่เพียงหนึ่งคู่นี้เรียกว่า กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ส่วนใหญ่กรดไขมันไม่อิ่มตัวจะมีจำนวนอะตอมของคาร์บอนมาก จึงทำให้โมเลกุลของมันมีความยาวมาก เช่น กรดลินโนเลอิก เนื่องจากกรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวส่วนใหญ่เป็นประเภทอิ่มตัวเราจึงเรียกน้ำมันมะพร้าวว่า น้ำมันอิ่มตัว

  • มีกรดลอริกสูงมาก

น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันจากพืชชนิดเดียวในโลกที่มีกรดลอริกอยู่ในปริมาณที่สูงมาก และกรดลอริกนี้เอง ที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติพิเศษในการเสริมสุขภาพและความงามของมนุษย์ น้ำมันมะพร้าวยังมีกรดคาปริก ซึ่งแม้ว่าจะมีน้อยกว่ากรดลอริก คือมีเพียง 6-7 % แต่ก็ช่วยเสริมประสิทธิภาพของลอริก

  • มีวิตามินอีที่มีอนุภาพสูง

น้ำมันมะพร้าวที่ไม่ผ่านขบวนการ RBD ยังคงมีวิตามินอีเหลืออยู่ และก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวโดดเด่นมากกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ

บทบาททางสรีระวิทยาของน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันพืชที่มีองค์ประกอบที่แตกต่างไปจากน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ ดังได้กล่าวมาแล้วในบทที่ 4 และแต่ละองค์ประกอบมีบทบาทางสรีรวิทยาที่เสริมให้น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพและความงามของผู้บริโภค ดังที่จะอธิบายดังต่อไปนี้

  • ความอิ่มตัว เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวโดยที่พันธะ ที่จับกันระหว่างอะตอมของคาร์บอนเป็นพันธะเดี่ยว ทำให้มีความเสถียร หรืออยู่ตัว และ จึงไม่ถูกอะตอมของไฮโดรเจนและออกซิเจนเข้าไปแทรก ได้ง่ายๆ เหมือนน้ำมันไม่อิ่มตัวโดยเฉพาะพวกที่เป็นเชิงช้อน ซึ่งมีพันธะคู่หลายตำแหน่ง น้ำมันเหล่านี้ได้แก่น้ำมันถั่วเหลือง คำฝอย ทานตะวัน ข้าวโพด เรพซีด คาโนลา ฯลฯ

ไม่ถูกเติมไฮโดรเจน น้ำมันมะพร้าวไม่ผ่านขบวนการเติมไฮโดเจน ซึ่งผลิตน้ำมันมะพร้าวไม่อิ่มตัว ดังเช่นน้ำมันถั่วเหลือง ทาตะวัน คำฝอย ข้าวโพด ฯลฯ ซึ่งมีพันธะคู่อันเป็นจุดอ่อนของโมเลกุล จึงถูกเติมไฮโดเจนในขบวนการทำให้บริสุทธิ์ป้องกันการหืน และเมื่อถูกความร้อนสูง ทำให้โมเลกุลของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเปลี่ยนรูปของโครงสร้างจากรูปโค้ง เป็นรูปตรง เกิดเป็นโครงสร้างจากรูปโค้ง เป็นรูปตรง เกิดเป็นซึ่งทำให้เกิดผลร้ายต่อร่างกายมากมาย เช่นทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ อันเป็นผลทำให้เกิดผลร้ายต่อร่างกายมากมาย เช่นทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ อันเป็นผลทำให้เซลล์อ่อนแอจนเชื้อโรคและสารพิษเข้าไปได้สะดวก ก่อให้เกิดโรค มะเร็งเปลี่ยนแปลงกลไกของร่างกายในการขจัดคลอเลสเตอรอล โดยการขัดขวางการเปลี่ยนไปเป็นพลังงานในตับจึงทำให้มีปริมรคอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้นในกระแสโลหิต ลดปริมาณและคุณภาพของนมน้ำเหลืองของมารดา เพิ่มโอกาสเป็นโรคเบาหวาน ลดปริมาณของฮอร์โมนเทสโตสเตอโรลในเพศชาย ฯลฯ

    • ไม่ถูกเติมออกซิเจน เนื่องจากโมเลกุลของน้ำมันมะพร้าวมีพันธะเดี่ยว ด้วยเหตุนี้จึงไม่ถูกเติมออกซิเจน ตั้งแต่การแปรรูป และตลอดระยะเวลาของการเก็บรักษาแม้ว่าจะไม่ได้บรรจุอยู่ในขวดทึบแสง และเก็บในอุณหภูมิห้อง

    • ไม่หืน เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวไม่ถูกเติมไฮโดเจน และออกซิเจนจึงไม่เหม็นหืน โดยเฉพาะ น้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์ เป็นน้ำมันที่ไม่มีน้ำหลงเหลืออยู่ ดังนั้นแม้ว่าจะเก็บไว้นานและถูกแสงแดดก็จะไม่หืน เพราะไม่เกิดการเติมออกซิเจนให้เกิดสารเปอร์ออกไซด์ และแม้ว่าน้ำมันมะพร้าวจะมีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวอยู่บ้าง แต่เนื่องจากมีกรดไขมันอิ่มตัวอื่นๆ มากพอที่จะต่อต้านการเกิด ดังนั้นนำมันมะพร้าวจึงไม่หืน

    • การเป็นกรดไขมันขนาดกลาง การที่กรดไขมันในน้ำมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดกลาง มีส่วนอย่างมากที่ทำให้มีมันมีคุณสมบัติเป็นเลิศ ดังจะเห็นได้จากกรณีดังต่อไปนี้

    • เปลี่ยนเป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว ร่างกายของมนุษย์สามารถเปลี่ยนน้ำมันมะพร้าวให้เป็นพลังงานอย่างรวดเร็ว เนื่องจากส่วนใหญ่ของกรดไขมันของน้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดกลาง เมื่อเราบริโภคเข้าไปมันจะผ่านจากกระเพาะไปยังลำไส้ แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ตับอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่มีไขมันเหลือสะสมในร่างกาย

    • เพิ่มอัตราเมตาบอลิสซึม นอกจากจะเปลี่ยนพลังงานอย่างรวดเร็วดังได้กล่าวมาแล้ว น้ำมันมะพร้าวไปเร่งอัตราการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน หรือเมตาบอลิสซึม เพราะมันมีผลทำให้เกิดความร้อนสูง โดยไปกระตุ้นต่อไทรอยด์ให้ทำงานเร็วขึ้น คล้ายกับบุคคลประเภทไฮเปอร์ไทรอยด์ ที่ต่อมไทรอยด์ทำงานในอัตราที่สูงกว่าคนธรรมดาบุคคลพวกนี้จึงใช้พลังงานมาก ทำให้เป็นคนกระฉับกระเฉง และไม่อ้วน เพราะน้ำมันมะพร้าวที่บริโภคเข้าไป ถูกเผาพลาญเป็นพลังงานหมดไม่สะสมเป็นไขมันในร่างกาย

    • ช่วยลดน้ำหนัก การบริโภคน้ำมันมะพร้าว นอกจากจะไม่ทำให้อ้วนแล้ว ยังสามารถลดความอ้วนจากผลของการเกิดความร้อนสูงในร่างกาย โดยการไม่นำไขมันที่ร่างกายสะสมไว้ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ออกมาใช้เป็นพลังงาน ดังนั้นน้ำมันมะพร้าวจึงช่วยลดความอ้วนได้จนมีคำกล่าวที่ว่า Eat Fat-Look Thin

กรดลอริกและโมโนลอริน

น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริก อยู่ประมาณ 50 % กรดนี้มีส่วนที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวดีเด่นกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ เพราะมันมีความสามารถพิเศษคือ

    • สร้างภูมิคุ้มกัน เมื่อเราบริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไปในร่างกาย กรดลอริกในน้ำมันมะพร้าว จะเปลี่ยนเป็นโมโนกลีเซอไรด์ ที่มีชื่อว่า โมโนลอริน ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกับที่อยู่ในน้ำนมมารดา ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารกในระยะ 6 เดือนแรกที่ร่างกายยังไม่สร้างระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เด็กระยะแรกเกิด ไม่ค่อยเป็นโรคอะไร

    • ฆ่าเชื้อโรค โมโนลอรินเป็นสารปฏิชีวนะที่ลำายเชื้อโรคทุกชนิด ที่ดีกว่ายาปฏิชีวนะที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ โปรโตชัว และไวรัส รวมทั้งเชื้อที่ก่อให้เกิดหลอดเลือกแข็งตัว เกี่ยวกับเรื่องนี้น้ำมันมะพร้าวมีข้อดี 3 ประการคือ

กรดคาปริกและโมโนคาปริน

แม้ว่าจะมีอยู่เพียง 6-7 % แต่กรดคาปริก ก็ช่วยเสริมประสิทธิภาพของโมโนลอริน โดยการเปลี่ยนแปลงเป็นสารโมโนคาปริน เมื่อน้ำมันมะพร้าวถูกบริโภคเข้าไปในร่างกาย ซึ่งมีฤทธิ์เช่นเดียวกันกับโมโนลอริน ทั้งนี้ก็เพราะประสิทธิภาพของการทำงานของโมโนลอริน และโมโนคาปรินขึ้นอยู่กับปริมาณที่มีอยู่

วิตามิน น้ำมันมะพร้าว ที่ผลิตจากมะพร้าวแห้งที่เก็บไว้นาน ๆ จะมีจุลินทรีย์ปนเปื้อน ตลอดจนถูกแสงแดดและความร้อน เมื่อนำไปสกัดน้ำมันมะพร้าวโดยวิธีหีบหรือ การใช้ตัวทำละลาย จึงสูญเสียคุณสมบัติที่ดี โดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้มันไม่หืน และเมื่อถูกนำไปผ่านขบวนการทางเคมี RBD คือ การทำให้บริสุทธิ์ การฟอกสี และกำจัดกลิ่น ก่อนที่จะนำไปบริโภคจะสูญเสียวิตมินอีไป แต่ก็ยังคงเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ ตราบใดที่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงทางเคมีโดยขบวนการเติมไฮโดรเจน โดยการเติมสารกันเสีย เพื่อรักษาสภาพให้คงทนและไม่หืน แต่น้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์ ซึ่งสกัดได้โดยวิธีหมัก หรือวิธีบีบเย็นไม่ใช้อุณหภูมิสูง และไม่ผ่านขบวนการทางเคมี จะยังคงมีวิตามินอีดังต่อไปนี้

    • ต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านการเติมออกซิเจน โดยการป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกเติมออกซิเจน ได้ง่าย ๆ ตั้งแต่เริ่มสกัด ตลอดจนระหว่างการขนส่ง การวางจำหน่าย และการเก็บรักษาก่อนบริโภค จึงเกิดเป็นอนุมูลอิสระได้ง่ายอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจะไปลบล้างประสิทธิภาพ ที่มีอยู่ในร่างกาย ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่มีเกิดผลเสียแก่เซลล์และเนื้อเยื่อ เนื่องจากอนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่เปลี่ยนสภาพโดยสูญเสียอีเล็กตรอน ในวงแหวนรอบนอก กลายเป็น โมเลกุลเกเร เที่ยวไปขโมยอีเล็กตรอนจากโมเลกุลที่อยู่ใกล้เคียง และโมเลกุลที่สูญเสียอีเล็กตรอนไปก็จะไปขโมยอีเล็กตรอนจากโมเลกุลข้างเคียงอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ เกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ เป็นผลทำให้เซลล์วิปริตไป เช่น เกิดการกลายพันธ์ ฯลฯ ทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อม เช่นโรคมะเร็วหัวใจ มะเร็ง ไขข้ออักเสบ เบาหวาน โรคภูมิแพ้ ชราภาพก่อนวัย ฯลฯ

       

    • ประกอบด้วยสารโทโคไทรอีนอลที่มีอานุภาพสูง วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าว มีสารโทโคไทรอีนอล ซึ่งเป็นรูปของวิตามินอีที่มีคุณภาพสูงกว่าสารโทโคเฟอรอลซึ่งอยู่นวิตามินอีทั่วไป โดยเฉพาะที่มีอยู่ในเครื่องสำอางรักษาผิวถึง 40-50 เท่า ด้วยเหตุนี้ น้ำมันมะพร้าวจึงต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพ

สุขภาพที่ดีของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับสภาพ 4 ประการคือ

    1. การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

    2. การปลอดจากโรคที่ไม่ติดเชื้อ

    3. การปลอดจากโรคติดเชื้อ

    4. การรักษาโรค

น้ำมันมะพร้าวได้เข้ามามีบทบาทต่อสุขภาพของมนุษย์ ผ่านทางสถานภาพทั้ง 4 ดังต่อไปนี้

  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรง

จากบทบาทหน้าที่ทางสรีรวิทยาของน้ำมันมะพร้าว ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้ผู้บริโภคน้ำมันมะพร้าวมีสุขภาพดี แข็งแรง เพราะได้พลังงานทันทีที่บริโภคน้ำมันมะพร้าว นอกจากนั้น น้ำมันมะพร้าวยังมีคุณค่าทางอาหาร โดยเฉพาะวิตามิน และเกลือแร่ ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหารโดยการเพิ่มการดูดวิตามิน และเกลือแร่ กรดอะมิโน เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก จึงถูกย่อยง่าย และเคลื่อนที่เร็วไปตามของเหลวในร่างกาย จึงเป็นที่นิยมให้หุงต้มอาหารสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาการย่อยไขมัน และยังใช้ในสูตรน้ำมัน เพื่อให้ไขมันที่จำเป็นแก่เด็กทารก และช่วยในการดูดซึมแคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนากระดูก6

  • ช่วยให้ปลอดจากโรคไม่ติดเชื้อ

คำว่า โรค นั้น หมายถึง อาการที่ผิดปกติมนุษย์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ และสาเหตุอื่นซึ่งเรียกรวม ๆ ว่า โรคที่ไม่ติดเชื้อ น้ำมันมะพร้าว มีส่วนช่วยไม่ให้มนุษย์เป็นโรคไม่ติดเชื้อ และทำให้ร่างกายอ่อนแอจนถึงเสียชีวิตได้

โรคที่ไม่ติดเชื้อ ที่น้ำมันมะพร้าวมีส่วนในการลดอัตราการเกิดได้แก่

    • โรคหัวใจ น้ำมันมะพร้าว ถูกปรักปรำว่าเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ เพราะมีคอเลสเตอรอลสูง แต่จากการวิเคราะห์พบว่าน้ำมันมะพร้าวมีคอเลสเตอรอลน้อยมาก เพราะมีเพียง 14 ส่วนในล้านส่วน ซึ่งน้อยกว่าน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งมี 28 ส่วน และที่สำคัญคือ เมื่อบริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไปในร่างกาย มันก็ไม่ได้เปลี่ยนเป็นคอเลสเตอรอล ในกระแสโลหิต อีกทั้งยังไม่ได้ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเหมือนกับน้ำมันพืชประเภทไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันถั่วเหลืองที่ถูกเติมไฮโดรเจน ในขบวนการผลิต และถูกเติมออกซิเจน ระหว่างเดินทางก่อนถูกบริโภค จนเกิด เป็น trans fatty acids ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดลิ่มเลือด และไปอุดตันหลอดเลือด นอกจากนั้น น้ำมันมะพร้าวยังมีวิตามินอีที่ช่วยขยายหลอดเลือด และป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ นักโภชนาการสมัยใหม่จึงสรุปว่า น้ำมันมะพร้าวช่วยทำให้หัวใจมีสุขภาพดีเพราะมันเป็นหนึ่งในสองชนิดของน้ำมันบริโภค ซึ่งช่วยลดความหนืดของเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ

    • โรคมะเร็ง น้ำมันมะพร้าว มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็งด้วยกลไกสองวิธีคือ

    1. เนื่องจากเป็นน้ำมันประเภทอิ่มตัวจึงไม่ถูกเติมไฮโดรเจน และแตกตัวเมื่อถูกกับอุณหภูมิสูง

    2. มีวิตามินอีช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการกลายพันธุ์ของยีนเกิดเป็นเซลล์มะเร็ง และการทำร้ายเซลล์ การใช้น้ำมันมะพร้าวชโลมตัว ก็ช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังได้ดีกว่ายาทากันแดดราคาแพง

    • โรคอ้วน โรคอ้วนนั้นมีความสัมพันธ์กับสภาพต่างๆ เช่นการมีไขมันในเลือดสูงเป็นโรคเบาหวานมีความดันโลหิตสูง เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ตลอดจนโรคข้ออักเสบภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ฯลฯ การบริโภคน้ำมันมะพร้าวจะช่วยทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูง ทำให้ร่างกายสะสมอยู่ นำไปใช้เป็นพลังงาน ดังนั้น ผู้บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำจึงไม่อ้วน และถ้าอ้วนอยู่แล้วก็จะผอมลง

    • โรคเบาหวาน ผลพลอยได้ของการเพิ่มอัตราการเผาพลาญอาหารให้เป็นพลังงานจากการบริโภคน้ำมันมะพร้าวทำให้ร่างกายไม่สะสมน้ำตาล เพราะถูกใช้ไปเป็นพลังงานหมดอีกทั้งยังไม่ทำให้ผู้ป่วยอยากรับประทานอาหารที่เป็นแป้งหรือน้ำตาล จึงช่วยลดอาการเกิดโรคเบาหวานไปโดยปริยาย

    • โรคปวดเมื่อย โรคชราภาพก่อนวัย โรคมะเร็งผิวหนัง และโรคกระดูก น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ถูกดูดซึมเข้าทางผิวหนังได้ดี เพราะมีขนาดของโมเลกุลเล็กจึงนิยมใช้นวดตัวให้หายปวดเมื่อย และผ่อนคลายความเครียด อีกทั้งยังป้องกันการทำลายของแสงอัตราไวโอเล็ตที่ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นแก่ก่อนวัย และเป็นมะเร็งผิวหนัง น้ำมันมะพร้าวยังช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื่นไม่แตกสะเก็ดและช่วยสร้างเสริมพัฒนาการของกระดูกให้แข็งแรง แพทย์แผนไทยจึงนิยมนำน้ำมันมะพร้าวมาประกอบเป็นสูตรยาแผนโบราณในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับกระดูกอันเนื่องมาจากการประสบอุบัติเหตุ

    • ช่วยให้ร่างกายปลอดจากโรคติดเชื้อ จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคเป็นสาเหตุของการเกิดโรคของมนุษย์มากมายเหลือคณานับ แต่ก็แปลกที่เด็กทารกแรกคลอดที่ดูดนมมารดาเป็นประจำมักไม่ค่อยเป็นโรคเหล่านี้ ทั้งที่ก็เพราะมีภูมิคุ้มกันที่ได้มากจากน้ำนมมารดา ได้มีการค้นพบว่าสารสำคัญในน้ำนมน้ำเหลืองของมารดานี้ คือกรดลอริก ซึ่งเมื่อเข้าไปในร่างกายก็เปลี่ยนไปเป็นสารโมโนลอริน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารปฏิชีวนะ นี่เองคือคำตอบที่ทำให้เด็กทารกที่ดูดนมแม่แล้ไม่ค่อยเป็นโรคอะไร

จากผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของน้ำมันมะพร้าวพบว่ามีกรดลอริกสูงมาก 48-53 % ซึ่งมากกว่านน้ำนมมารดา ในปัจจุบันวงการแพทย์ยังได้แนะนำให้ประชาชนกินยาเม็ดที่มีโมโนลอรินเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค

  • การรักษาโรค จากการที่น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อ และสามารถถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้ดีและรวดเร็ว ตำราอายุเวรของอินเดียจึงได้ใช้น้ำมันมะพร้าวในการรักษาโรคมาไม่ต่ำกว่า 4,000 ปี แพทย์แผนไทย ก็ได้ใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรค ทั้งภายในและภายนอก มาเป็นเวลาช้านาน เช่นในตำราพระโอสถพระนารายณ์นั้น ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ได้ใช้เป็นยานวดแก้ปวดเมื่อย แก้แผลเน่าเปื่อย ส่วนตำราแพทย์ไทยในปัจจุบันแนะนำใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคกระดูกที่เกิดจากอุบัติเหตุ รักษาเม็ดผดผื่นคัน ลบริ้วรอย แผลฟกช้ำ ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ และป้องกันแสงแดด แม้กระทั่งแพทย์แผนปัจจุบันชาวตะวันตกก็ให้คนไข้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารหรือการดูดซึ่มอาหาร และเด็กทารก รวมทั้งเด็กเล็กที่ไม่สามารถย่อยไขมัน กินน้ำมันมะพร้าวเป็นยารักษาโรคเหล่านี้

ในบรรดาโรคต่างๆ ที่น้ำมันมะพร้าวรักษาได้ มีดังต่อไปนี้

    • โรคที่เกิดจากเชื้อต่าง ๆ เชื้อโรคที่กรดลอริกในน้ำมันมะพร้าว สามารถทำลายได้ ได้แก่เชื้อแบคทีเรีย เชื้อราและยีสต์ เชื้อโปรโตชัว และเชื้อไวรัส โมโนลอริน ในน้ำมันมะพร้าว มีจุดเด่นสองประการคือ

    1. ไม่ทำให้เกิดการดื้อยาของเชื้อโรค และ

    2. สามารถฆ่าเชื้อโรคบางชนิดที่มีเกราะไขมันห่อหุ่มเซลล์ ที่ยาปฏิชีวนะธรรมดา ไม่สามารถผ่านได้ แต่น้ำมันมะพร้าว สามารถละลายเกราะไขมันนี้ได้ แล้วจึงเข้าไปฆ่าเชื้อโรคเหล่านี้ เท่าที่ได้มีการวิจัยพบว่า เชื้อโรคที่มีเกราะไขมันห่อหุ้มนี้เป็นโรคร้ายในปัจจุบันที่รักษายากมาก เพราะทำลายมันไม่ได้ อย่างดีก็หยุดไม่ให้มันขยายพันธ์เชื้อโรคเหล่านี้ได้แก่ ไวรัสประเภท หัวแข็ง โดยเฉพาะไวรัสโรคเอดส์ ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และกำลังมีการทดลองเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล

  • โรคผิวหนัง ผิวหนังที่ถูกอนุมูลอิสระเข้าทำร้าย จนเกิดเป็นแผลที่เชื้อโรคจะเข้าทำลายต่อ โมโนลอรินในน้ำมันมะพร้าว ซึ่งเป็นสารปฏิชีวนะช่วยกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้

  • รังแคหนังศรีษะ น้ำมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคที่ทำให้เกิดรังแคหากชโลมผมด้วยน้ำมันมะพร้าวจะช่วยรักษารังแคหนังศรีษะได้

 

บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อความงาม

มนุษย์ได้ใช้น้ำมันมะพร้าว เพื่อเสริมความงามของเรือนร่างมาเป็นเวลาช้านานแล้วดังเช่นชาวเกาะทะเลใต้ ที่มีร่างกายสมส่วน ผิวอ่อนนุ่มเนียน และผมดกดำสลวยเป็นเงางามทั้ง ๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตร้อนชื้นที่แสงแดดกล้า และลมทะเลที่พัดแรงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งนี้ก็เพราะใช้น้ำมันมะพร้าวถูตัวและชโลมผมเป็นประจำ น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ได้จากธรรมชาติปราศจากสารเคมีสังเคราะห์ใด ๆ เจือปน โดยเฉพาะยากำจัดศัตรูพืช ซึ่งมักจะมีอยู่ในน้ำมันพืชอื่น ๆ เนื่องจากกรดไขมันในน้ำมันมะพร้าว มีขนาดโมเลกุลที่เล็ก ทำให้มันถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้ง่ายจึงทำให้ผิวอ่อนนุ่ม และเนียน ส่วนผมก็สลวยดกดำเป็นเงางาม หากใช้เป็นน้ำมันนวดตัวจะช่วยไม่ให้ผิวแตกแห้ง เราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวในสภาพที่สกัดได้ตามธรรมชาติทันที โดยไม่ต้องทำให้บริสุทธิ์ ฟอกสี และกำจัดกลิ่น ดังเช่นน้ำมันพืชอื่น ๆ จึงปลอดภัยจากอันตรายจากสารเคมี น้ำมันมะพร้าวมีบทบาทต่อความงาม ในเรื่องดังต่อไปนี้

 1. รูปร่างได้สัดส่วน ไม่อ้วน แต่แข็งแรง

เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวที่เราบริโภคเข้าไปสามารถเปลี่ยนเป็นพลังานได้ทันที จึงไม่มีไขมันสะสมในร่างกาย อีกทั้งยังกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานดีขึ้น (คล้ายคนประเภทไฮเปอร์ไทรอยด์)จึงไปนำเอาไขมันในร่างกายที่สะสมไว้ก่อนหน้า (ถ้าเป็นคนอ้วน) ไปใช้เผาผลาญให้เกิดพลังงานจึงช่วยลดความอ้วนได้ ดังนั้นผู้ที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำจึงไม่อ้วน (เพราะไม่มีไขมันสะสม) แต่ร่างกายก็สันทัดสมส่วน (คือไม่อ้วน และไม่ผอม) แต่ก็แข็งแรง (เพราะได้พลังงาจากน้ำมันมะพร้าว)

2. ผิวสวย

การนวดหรือชโลมตัวด้วยน้ำมันมะพร้าว ช่วยให้ผิวสวย เพราะ 2.1 ผิวดูอ่อนวัย น้ำมันมะพร้าวที่ใช้ชโลมตัว ทั้งในรูปน้ำมันมะพร้าวสด ๆ หรือในรูปของผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าว เช่น ครีม และโลชั่นจะทำให้ผิวพรรณนุ่มไม่แตกแห้งเป็นกระ หรือฝ้า แต่ชุ่มชื้นและเนียน ปราศจากริ้วรอย และเหี่ยวย่น ทั้งนี้เพราะน้ำมันมะพร้าวมีวิตามินอีที่มีอานุภาคมากกว่าวิตามินอีในเครื่องสำอางช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็ฯตัวการที่ทำให้เกิดการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังป้องกันการเสื่อมโทรมของเซลล์จากขบวนการเติมออกซิเจน ช่วยกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วและทับถมกันจนทำให้ผิวแห้ง ขณะเดียวกันก็ช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่จึงทำให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย2.2 ผิวนุ่มและเนียน ตามปกติผิวหนังจะสูญเสีย ความชื้นเพราะถูกแดดและลมน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นสารรักษาความชุ่มชื้น(moisturizer) จึงช่วยให้ผิวหนังนุ่มและเนียน2.3 ช่วยป้องกันและรักษาฝ้า และ กระ อนุมูลอิสระ เป็นตัวการอันหนึ่งของการเกิดฝ้า (รอยดำคล้ำหรือปนสีน้ำตาลอ่อน) และกระ วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าวจะทำหน้าที่ทำลายอนุมูลอิสระเหล่านี้เราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นยาทากันแดดได้ดี อีกทั้งยังไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนยากันแดดบางชนิด และราคาก็ถูกกว่า

3. ผมงาม

เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวเป็นนำมันพืชที่มีคุณสมบัติที่เพิ่มความชุ่มชื้น อีกทั้งมีสารปฏิชีวนะ (จากโนโนลอริน) และสาร antioxidant (จากสารโทโคทรินนอลในวิตามินอี) จึงมีส่วนทำให้ผมงาม จากคุณสมบัติต่อไปนี้

3.1 ช่วยปรับสภาพผม น้ำมันมะพร้าวเป็น Hair conditioner ที่ช่วยทำให้ผมนุ่มดำเป็นเงางาม เพราะมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมการเจริญของเส้นผม

3.2 ช่วยรักษาสุขภาพของหนังศรีษะ น้ำมันมะพร้าวช่วยรักษาสุขภาพของ

หนังศรีษะทั้งนี้ เพราะน้ำมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะที่คอยทำลายเชื้อโรค หนังศรีษะจึงไม่มีรังแค และมีวิตามินอีที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ หนังศรีษะจึงไม่เหี่ยวย่นแต่มีสุขภาพดี

3.3 ช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี เส้นผมประกอบด้วยส่วนนอก ที่ทำหน้าที่หุ้มส่วนใน หากส่วนนอกอยู่ในสภาพที่ดี ไม่ฉีกขาดหรือแหว่งนั้น เส้นผมก็จะปกติ แต่ส่วนที่ทำให้เส้นผมมีสุขภาพดี กล่าวคือ มีความสามารถยืดหด ทนทานต่อการบิดงอและมีความเหนียว คือส่วนในซึ่งประกอบด้วยโปรตีนที่เรียกว่า เคราติน ที่มีประกอบด้วยเส้นเล็กๆ มัดรวมกัน โปรตีนของเส้นผมจะสูญเสียหรือสลายตัวไปตามอายุขัย แต่อาจเร็วขึ้นจาการไม่รักษาผมให้ดี และการทำร้ายผม (เช่นโดยการดัดผม การย้อมผมด้วยน้ำยาเคมี แม้กระทั่งการหวีผม)น้ำมันมะพร้าวช่วยลดปริมาณการสูญเสียโปรตีนเส้นผม เพราะน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติยึดเกาะ กับโปรตีนของเส้นผมได้ดี อีกทั้งมีขนาดของโมเลกุลเล็กจึงแทรกซึมเข้าไปในเส้นผมได้สะดวก ในขณะที่น้ำมันทานตะวันและน้ำมันแร่ (ซึ่งเป็นที่นิยมให้เป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมน้ำมันใส่ผม) ไม่ได้มีส่วนช่วยแต่อย่างใด เพราะไม่สามารถซึมเข้าไปในเส้นผมได้เหมือนน้ำมันมะพร้าว

 

 

MIRACLE COCONUT OIL

อาหารผิวและอาหารสุขภาพ สามารถใช้รับประทานและทาผิวได้ เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพ แทนที่ เนย มาการีน และน้ำมัน ประกอบอาหารอื่นๆ เป็นทางเลือกทางธรรมชาติที่ดีกว่าในการดูแลผิว และเหล่านี้คือคุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าว

- ซึมซาบเร็ว ไม่เหนอะหนะ ทำให้ผิวนุ่มเนียน ป้องกันผิวแตกลาย ลดรอยเหี่ยวย่น ป้องกันผิวจากมะเร็งผิวหนัง

- มีสารต้านอนุมูลอิสระ ฟื้นฟูและป้องกันสภาพผิวเป็นมอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงผิว ป้องกันการเกิดฝ้า, กระ, จุดด่างดำ

- ทำให้ผมนุ่มลื่น มีน้ำหนัก จัดทรงง่าย ลดการหลุดร่วงของเส้นผม ช่วยชะลอผมหงอกก่อนวัย

- ปรับปรุงการย่อยอาหารและนำไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว/ ช่วยในกระบวนการย่อยอาหาร (เมทาบอลิซึม)

- สนับสนุนหน้าที่ของต่อมไทรอยด์ให้ทำงาน

- ต่อต้านไวรัสและเชื้อโรคที่มองไม่เห็น

- แทนที่คาร์โบไฮเดรท ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม

- ไม่เพิ่มไขมัน หรือคอเรสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และภาวะเสี่ยง

- ไม่ทำให้สุขภาพแย่ลงเหมือนน้ำมันไม่อิ่มตัวจากพืชอื่น ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ

- เป็นแหล่งพลังงาน มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย สนับสนุนให้มีการเผาผลาญไขมันในร่างกาย (ลดไขมัน)

- ป้องกัน Osteoporosis

- Rich source of Medium-chain fatty acids (MCTS) สูง

- ช่วยลดความต้องการวิตามิน E ของร่างกาย/ ปรับอุณหภูมิในร่างกาย

- ใช้ประกอบอาหารเพื่อสุขภาพแทนที่น้ำมันชนิดอื่นๆ มีสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพ

- ไม่มีคอเรสเตอรอล

- เป็นน้ำมันที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์ครบถ้วน

- ช่วยสนับสนุนการสร้างความสมบูรณ์ของร่างกาย และลดน้ำหนัก

ไม่เหมือนน้ำมันชนิดอื่นที่มีมันมาก เช่นจากสัตว์ เนื้อ และผลิตภัณฑ์ทั่วไปที่มีขาย น้ำมันมะพร้าวทำให้กระบวนการเผาผลาญอาหารมีประสิทธิภาพ ไม่ทำให้เพิ่มระดับคอเรสเตอรอล น้ำมันมะพร้าวให้แคลอรี่น้อยกว่าแหล่งน้ำมันอื่น ขณะที่คนหลายคนใช้น้ำมันมะพร้าวโดยการประกอบอาหารรับประทาน (ภายใน) ยังสามารถใช้เป็นมอยเจอร์ไรเซอร์ธรรมชาติทาผิว ดูแลผิวแห้งกร้าน ปกป้องผิวจากแสงแดด ใช้เป็นน้ำมันนวดตัวได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ผิวนุ่มเนียน ไม่หมองคล้ำ

Virgin Coconut Oil for your skin

100 ปีมาแล้วที่หญิงชาวเอเซีย ทำผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมะพร้าวมาใช้ในการดูแลรักษาผิวและเส้นผม ริมฝีปาก เช่น สบู่, โลชั่น, ครีม, ครีมนวดผม ซึ่งจะเห็นว่าผู้หญิงชาวฟิลิปปินจะดูสดใสอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ทั้งๆที่อาศัยอยู่ในเขตที่มีอากาศร้อนเกือบทั้งปี เพราะน้ำมันที่สกัดจากมะพร้าวเป็นต้นไม้ที่มีมากในท้องถิ่น และปราศจากการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลงในการดูแลรักษาทำให้ปลอดภัย ทั้งนี้น้ำมันมะพร้าวยังดูดซึมง่าย ทำให้ผิวและผมนุ่มลื่น ลดความแห้งกร้าน ต่อต้านริ้วรอยเหี่ยวย่น

ครีมและโลชั่นทั่วไปที่เราพบตามท้องตลาดส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของน้ำ เมื่อเราทาผิวเราจะรู้สึกว่าชุ่มชื่น พอสักพักน้ำมันที่ผสมอยู่จะถูกดูดซึมและระเหยออกไป ทำให้ผิวกลับมาแห้งเหมือนเดิม เป็นการยากที่คุณจะพบผลิตภัณฑ์ที่ดูแลผิวคุณให้ชุ่มชื่นตลอดไป ปราศจากริ้วรอย ยังมีผลิตภัณฑ์อีกอย่างหนึ่งที่ทำจากน้ำมันมะพร้าวหลายชนิดจะช่วยปกป้องผิวคุณจากความหยาบกร้าน ต่อต้านและป้องกันริ้วรอย (Anti oxidants) เป็นสารอาหารที่ทั้งร่างกายและผิวคุณต้องการ โดยปราศจากอันตราย

ผิวของคนเราจะเชื่อมติดกับเนื้อเยื่อ ซึ่งทำให้สุขภาพผิวเราแข็งแรงและยืดหยุ่น เมื่อตอนที่เรายังเป็นหนุ่ม-สาวจะพบว่าเราจะมีสุขภาพผิวละเอียด เนียนนุ่ม เต่งตึง เพราะมีสารอาหารมาสร้างไฟเบอร์ ดูแลผิว เมื่อเรามีอายุมากขึ้น การทำงานของเนื้อเยื่อเริ่มหยุดชะงัก ประกอบกับมีโรคภัยมาเบียดเบียน ทำให้การทำงานช้าลง ผิวของเราจะมีริ้วรอย เหี่ยวย่น หยาบกร้าน

สารป้องกันต่อต้านอนุมูลอิสระมาจากสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในร่างกาย และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวก็มีความสำคัญด้วย
นักชีวเคมีกล่าวว่า “สารอาหารที่สกัดจากมะพร้าวช่วยลดความต้องการวิตามิน E ของร่างกายและช่วยป้องกันต่อต้านริ้วรอยได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์จะไม่มีการสกัดและทำลายส่วนประกอบธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในระหว่างกระบวนการสกัด”
โดยปกติผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาผิวมักทำจากน้ำมันสกัดจากพืช เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ มีความปลอดภัยใช้ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมในและนอกร่างกาย เป็นเหตุผลที่เราทานน้ำมันจากพืชในกรณีลดความต้องวิตามิน E
และต่อต้านอนุมูลอิสระซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอ คุณควรใส่ใจในการเลือกชนิดของน้ำมันที่จะนำมาใช้กับผิวคุณ การใช้ครีม โลชั่น ลิปปาล์ม ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันสกัดจากพืชคุณจะพบว่าผิวหนังของคุณจะเกิดริ้วรอยดูแก่กว่าวัย เป็นการเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง น้ำมันบริสุทธิ์จะช่วยป้องกันและลดการเกิดกรณีดังกล่าวได้

สิ่งที่จะบ่งบอกเมื่อคุณอายุมากขึ้นคือใบหน้า ร่างกาย (ผิวหนัง) จะมีจุดสีน้ำตาลเล็กๆ ฝ้า และริ้วรอย สิ่งเหล่านี้เกิดจากการที่กระบวนการสร้างเซลผิวในร่างกายอ่อนแอลง สารต่อต้านอนุมูลอิสระทำงานได้ช้าลง สิ่งเหล่านี้จะไม่ทำให้คุณกังวลหรือทุกข์ในกรณีที่คุณมองไม่เห็นแต่มันก็มีผลต่อเนื้อเยื่อของเรา ทำให้เสียบุคลิกภาพเมื่อมันชัดขึ้น เพราะกระบวนการสร้างสีผิวของคุณทำงานเกินความจำเป็น แต่คุณสามารถป้องกันหรือลดความรุนแรงของกระ ฝ้า ได้โดยการที่คุณใช้น้ำมันมะพร้าวที่มีสารอาหารในการดูแลผิว ปกป้องผิวคุณจากแสงแดดต่อต้านการเกิดริ้วรอย ทำให้ริ้วรอยจางลง และจากการทานอาหารโดยเน้นอาหารที่มีคุณสมบัติในการดูแลผิวจากภายใน

โลชั่นที่ทำจากน้ำมันมะพร้าวไม่เพียงแต่จะดูแลผิวคุณให้นุ่มชุ่มชื่นเท่านั้น แต่ยังช่วยปกป้องคุณจากแสงแดด เชื้อโรค ภาวะอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อผิว จุดด่างดำ, ฝ้า, กระ ริ้วรอยต่างๆ ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายไปแล้วให้ดีอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ง่ายไม่เหนียวเหนอะหนะ

น้ำมันมะพร้าวสำหรับดูแลผมและหนังศีรษะ

น้ำมันมะพร้าวดูแลทั้งผิวและเส้นผมได้ เป็นครีมนวดผมที่วิเศษมาก ทำให้ผมคุณนุ่มลื่น ปรับสภาพหนังศีรษะ ใช้น้ำมันมะพร้าวหมักผมก่อนสระ (ทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง) ช่วยขจัดรังแคได้มากกว่าแชมพูทั่วไป

น้ำมันมะพร้าวช่วยปกป้องผิวคุณจากภาวะแวดล้อม

กรดไขมัน Antiseptic ในน้ำมันมะพร้าวจะช่วยคุณปกป้องผิวคุณจากเชื้อโรค แบคทีเรีย เมื่อมันเข้ามาในร่างกายในปริมาณมากจะทำลายผิวหนัง ในกรณีที่เข้าสู่ร่างกายไม่รวมทางอื่นเช่น จมูก ปาก แต่เป็นเกี่ยวกับผิวหนัง เมื่อผิวหนังมีปัญหาจะส่งผลให้เกิด สิว เชื้อราในเท้า นี่เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นจากการรับสิ่งสกปรกจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ร่างกายแต่น้ำมันมะพร้าวสามารถป้องกันสิ่งเหล่านี้ได้

ผิวที่ดีควรมีค่า PH 5 ทำให้ผิวนุ่มเหงื่อของเรากับน้ำมันจะช่วยสนับสนุนทำให้เป็นกรดต่อผิวหนัง ทำให้ปลอดภัยจากแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนัง

น้ำมันที่มีอยู่ในร่างกายเราจะสร้าง Sebum เป็นสิ่งที่อยู่ในต่อมน้ำมัน อยู่ที่รากผม และแหล่งอื่นๆน้ำมันชนิดนี้มีความสำคัญต่อสุขภาพผิว ทำให้ผิวนุ่ม และผมนุ่ม ป้องกันผิวจากความแห้งกร้านและแตกลาย ยังสามารถต่อต้านเชื้อโรคที่เป็นอันตราย น้ำมันมะพร้าวสามารถต่อต้านแบคทีเรียขนาดเล็ก (เชื้อโรค) เมื่อมันแตกตัวในกรดไขมันอิสระมันจะกลายเป็นเชื้อโรคที่มีพลังมาก เมื่อมาน้ำมันมะพร้าวลงบนผิวจะไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อแบคทีเรียทันที เมื่อแบคทีเรียมาอยู่บนผิวเราตอนนั้นจะเปลี่ยน triglycerides เป็นกรดไขมันอิสระ กับ Sebum ผลคือจะทำให้ตัวต้านเชื้อแบคทีเรียมีมากขึ้น ป้องกันผิวจากเชื้อโรค กรดไขมันอิสระยังช่วยสร้างกรดบนชั้นผิวเพื่อฆ่าเชื้อโรคในกรณีที่เกิดโรค

เมื่ออาบน้ำชำระร่างกายด้วยสบู่บ่อยครั้งที่เราพบว่าผิวเรากลับแห้ง แม้ว่าม้อยเจอร์ไรเซอร์จะช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่นขึ้นแต่ไม่สามารถเข้าไปแทนที่หรือปกป้องกรดไขมันสายกลางบนผิวได้ คุณรู้สึกว่าผิวคุณสะอาดปราศจากเชื้อโรคหลังอาบน้ำ แต่เชื้อโรคอยู่ทุกที่ ลอยอยู่ในอากาศ ในเสื้อผ้าของเรา และทุกที่ที่คุณสัมผัส ส่วนใหญ่เชื้อโรคจะซ่อนตัว หรือแทรกตามรอยแตกแห้งรอบๆผิวหนัง เราต้องเน้นทำความสะอาดบริเวณนี้มากๆก่อนที่ร่างกายคุณจะเพิ่มเจ้าเชื้อโรคเหล่านี้ หากคุณใช้น้ำมันมะพร้าว, โลชั่น, ครีม, จากน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์จะช่วยสร้างสารปกป้องผิวและเชื้อแบคทีเรียตามธรรมชาติได้เร็วขึ้น หลายคนใช้น้ำมันมะพร้าวทาผิวหลังอาบน้ำ ในคนที่มีผิวมัน Subum เป็นสารที่ร่างกายขับออกมาช่วยดูแลผิว และผม (มีประโยชน์) มากเกินไปทำให้เกิดสิว น้ำมันมะพร้าวจะซึมซาบง่ายทำให้ผิวนุ่ม ไม่ทำให้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ ไม่เหมือนน้ำมันชนิดอื่น จะทำให้ผิวคุณเนียนนุ่ม สำหรับผิวแห้ง ช่วยลดการอักเสบของผิวที่มีมานานทำให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น บางคนใช้น้ำมันมันมะพร้าวผสมกระเทียมบดกำจัดเชื้อราในเท้าตอนกลางคืนได้ผลดี

ในการทำสบู่ สบู่จะไม่มีกลิ่นหืนหรือเป็นไข เหมือนน้ำมันพืชทั่วไปแต่มันจะให้กลิ่นสดชื่นมีฟองนุ่มละเอียดดี น้ำมันมะพร้าวเป็นหนึ่งในน้ำมันที่นิยมมาใช้ทำสบู่

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ที่นำมาใช้ทำโลชั่นทาผิว จะมีกลิ่นของมันไม่ต้องใส่น้ำมันหอมระเหยหากไม่ต้องการ เป็นครีมและโลชั่นที่วิเศษมาก ไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึมสู่ผิวเร็ว กลิ่นของมันเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ จะหายไปหลังคุณใช้ 1 ชั่วโมง แต่ละคงความชุ่มชื่นไว้ตลอดทั้งวัน

Coconut oil why it is good for you น้ำมันปกติ หมายถึงของเหลวที่อุณหภูมิห้อง และไขมัน หมายถึงน้ำมันที่อุณหภูมิห้อง น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมัน (ไข) เมื่ออยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่า 25% หรือ 76 องศาฟาเรนไฮ จะเปลี่ยนเป็นของเหลวเมื่ออยู่ในอุณหภูมิสูงกว่า 76 องศาฟาเรนไฮ น้ำมันมะพร้าวใช้ประกอบอาหารมาพันกว่าปีมาแล้ว เป็นที่นิยมลงโฆษณาในหนังสือประกอบอาหารทีมีการรณรงค์ต่อต้านการใช้ไขมันอิ่มตัว สนับสนุนการใช้ไขมันไม่อิ่มตัว เช่นนมถั่วเหลือง น้ำมันจากดอก saff นมข้าวโพด ถั่ว เมล็ดพืชอื่นๆ เพราะไขมั่นอิ่มตัวจะมีคอเรสเตอรอลสูง และเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและสภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพไม่ดีอื่นๆ (ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนสรุป) ตั้งแต่พบว่าคนอเมริกันทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เพราะอาหารที่มีขายทั่วไป เช่น ขนมปัง คุกกี้ ของขบเคี้ยว ลูกอม ครีม กาแฟ สลัดชุด ฯลฯ ล้วนแต่มีคอเรสเตอรอลสูง ทำให้อ้วนและเป็นโรค

แต่คนกลุ่มที่ทานไขมันอิ่มตัวแล้วกลับมีสุขภาพดี คือ กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในเขตร้อน ทานอาหารจากน้ำมันมะพร้าวมากๆกลับเป็นคนที่มีสุขภาพดี เป็นโรคหัวใจและมะเร็งน้อยกว่าคนที่ทานน้ำมันไม่อิ่มตัว จาก 2 กลุ่มคือมาเลเซีย กับ YUCATAN กลุ่มคนที่ทานไขมันจากมะพร้าวพบว่าไทรอยด์ทำงานดีเพราะว่าต่อมไทรอยได้รับการกระตุ้น ผลมาจากน้ำมันมะพร้าวบวกกับอาหาร โปรตีนจากปลาผลไม้จะกระตุ้นให้ไทรอยด์ทำงานได้ดี

ชาวเอสกิโม ทานปลาน้ำเย็น ไขมันไม่อิ่มตัวสูง แต่พวกเขาทานสัตว์ทุกชนิดและทานอวัยวะทั้งหมดของมันรวมทั้งไฮโมนจากอวัยวะสัตว์เหล่านั้น จากกรณีดังกล่าวทำให้พวกเขาเป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ มากกว่าชาวอเมริกาถึง 25% เกือบ 40 ปีมาแล้วที่ชาวอเมริกาหันมาสนใจทานน้ำมันที่ไม่อิ่มตัว ลดไขมันอิ่มตัว เช่นเนย กรดลอริค ไขมันหลักในน้ำมันมะพร้าว และน้ำนม ยากที่จะเป็นอาหารของคนอเมริกา ไขมันอิ่มตัวยังคงเป็นที่เรียกกันว่าเป็นอาหารที่ไม่ควรรับประทาน

คุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันไขมันไม่อิ่มตัวนำมาประกอบอาหารจะทำให้อาหารบูดเสียเพียงผ่านไปเพียง 2-3 ชั่วโมง ต้องเก็บในตู้เย็นเหตุผลหนึ่งคือรสชาดอาหารเปลี่ยนไป การกินไขมันไม่อิ่มตัวเข้าไปสดๆไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะว่าร่างกายของเราต้องมีการ Oxidize ผสมกับออกซิเจนไม่เหมือนน้ำมันมะพร้าว หลัง 1 ปี เก็บน้ำมันมะพร้าวที่อุณหภูมิห้องน้ำมันมะพร้าวจะไม่เสีย

จากที่พบว่าชาวไอซ์แลนด์ มักทานน้ำมันมะพร้าวปรากฏว่าไม่มีผลอันตรายต่อสุขภาพ เมื่อพวกเขาย้ายไปอยู่นิวซีแลนด์ทานน้ำมันมะพร้าวน้อยลงปรากฏว่ามีคอเรสเตอรอลเพิ่มขึ้น คุณสมบัติในการกระตุ้นการทำงานของต่อไทรอยด์ลดลง คืออาหารที่มาจากน้ำมันมะพร้าวจะกระตุ้นการทำงานของต่อไทรอยด์และป้องกันการเกิดโรคหัวใจ, มะเร็งและโรคอื่นๆ

มีรายงานว่า ผลของการต้านมะเร็งของน้ำมันมะพร้าว ต่อต้านการเกิดมะเร็งเต้านม และลำไส้ใหญ่ จะดีกว่าการใช้น้ำมันไม่อิ่มตัว ตัวอย่างคือคนที่ทานน้ำมันจากข้าวโพด เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ถึง 32% ขณะที่คนที่ทานน้ำมันมะพร้าวเป็นมะเร็งเพียง 3% เท่านั้น

EAT FAT, LOSE WEIGHT 55% ของประชาชนในสหรัฐอเมริกามีน้ำหนักเกินมาตรฐาน พบว่า 1 ใน 4 มักเป็นวัยผู้ใหญ่จากภาวะดังกล่าวนี้เป็นการเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน ถุงน้ำดี กระดูกพรุนจนถึงขั้นเสียชีวิต สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่คือ คนเหล่านี้พยายามควบคุมน้ำหนัก โดยการงดอาหารและเมื่อน้ำหนักตัวลดความต้องการอาหารย่อยอาหารของร่างกายกลับเพิ่มขึ้นทำให้ท่านอาหารเข้าไปมาก ก็จะกลับมาอ้วนอีกเหมือนเดิมเป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้ คนวัยรุ่นวัยทำงานมีความต้องการปริมาณแคลอรี่และใช้พลังงานมากกว่าคนสูงอายุ เพราะร่างกายทำกิจกรรมมากกว่า คนที่มีน้ำหนักมากจะใช้พลังงานและทำกิจกรรมน้อยกว่าคนที่มีรูปร่างปกติ หลายคนเชื่อว่าการรับประทานน้ำมันจากพืชที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัวจะไม่ทำให้อ้วน ปรากฏว่าน้ำมันดังกล่าวมีผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ และยังทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม ต่างจากการใช้น้ำมันมะพร้าว เพราะพลังงานจากน้ำมันมะพร้าวจะถูกนำมาใช้ทันที เมื่อคุณทำกิจกรรมหรือออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะช่วยทำให้การเผาผลาญพลังงานเร็วขึ้น น้ำหนักลดด้วย เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวสามารถเผาผลาญพลังงานสูงกว่าน้ำมันจากไขมันไม่อิ่มตัวอื่นๆ ที่มีการเผาผลาญพลังงานต่ำ ทำให้มีการกระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ให้ทำงานได้มากขึ้น

ถึงแม้มะพร้าวเป็นพืชที่เจริญตามชายฝั่งของประเทศ เนื้อมะพร้าวแห้งถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว หลักๆก็ทำเป็นน้ำมัน ปกติในเนื้อมะพร้าวมีน้ำมัน 67-72% น้ำมันมะพร้าวเป็นสิ่งสำคัญมากในการประกอบอาหารของตอนกลางของภาคใต้ นอกจากจะนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยังนำมาใช้ในโรงงานที่ทำน้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยารีดผ้า สบู่ โลชั่นทาผิว เพื่อต้านเชื้อโรค น้ำยาใส่ผม เครื่องสำอาง ในกรณีนำมานวดตัวทำให้ร่างกายรู้สึกเย็น

 

Source: Bruce Fife, C.N., N.D., a certified nutritionist and naturopathic doctor, is president of the Coconut Research Center, a nonprofit organization dedicated to educating the public and the scientific community on the nutritional and health benefits of coconut oil. He has written numerous health and nutrition books, including Eat Fat Look Thin, and lives in Colorado Springs.

WWW.coconutresearchcenter.org







bulletHome
bulletมะรุม ต้นไม้เพื่อชีวิต ประโยชน์ และ "น้ำมันมะรุม"
bulletประโยชน์ของงา และน้ำมันงา
bulletเคล็ดลับเท้าสวยด้วยน้ำมันมะพร้าว
bulletเมนูจุดประกาย สาระน่ารู้
bulletครีมทาผิวไม่แตกต่างอย่างที่คิด
bulletเรื่องน่ารู้-สมุนไพรกับสุขภาพ
bulletการดูแลสุขภาพ-ความงาม ของแม่หญิงล้านนา
bullet21 เคล็ดลับความสาว
bulletอนุมูลอิสระคืออะไร? ทำไมเป็นศัตรูของผิวสวย
bulletสวยด้วยธรรมชาติจากโลกตะวันออก
bulletT-เด็ดเคล็ดความงาม
bulletเคล็ดลับความงาน..จากรอบโลก
bulletครีมหน้าขาว ครีมหน้าใส ครีมหน้าเด้ง
bulletน้ำผลไม้-สมุนไพร เครื่องดื่มดูแลสุขภาพ
bulletการบรรยายประชุมวิชาการ เรื่อง บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพ และความงาม
bullet10 วิธีดูแลมือ เท้า และเล็บ
bulletทำสปาที่บ้านด้วยตัวเอง
bulletเวชสำอางที่นิยมใช้ถนอมผิวพรรณ
bulletรวมสูตรผมสวย
bulletความลับของผิวหน้าใสสะอาด
bulletอี-บิสสิเนส เครื่องมือสร้าง CEM กลยุทธ์เอื้อ ภูมิดินฯ เข้าถึงผู้บริโภค
dot
Newsletter

dot
bulletเฮนน่า ยาย้อมผมสูตรธรรมชาติ
bulletสูตรดีท๊อกซ์ผมด้วยน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ อย่างไรให้ได้ประโยชน์
bulletคุณค่า Virgin Coconut Oil น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100 %
bulletภูมิดิน รับสมัครตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์
bulletLink Coconut Research Center




Copyright © 2010 All Rights Reserved.