ReadyPlanet.com
dot
dot dot
เรื่องน่ารู้-สมุนไพรกับสุขภาพ
สมุนไพรกับสุขภาพ

 

ชาสมุนไพร

 

ชา เป็นอะไรๆ ที่ใครก็รู้จักกันทั้งโลก ไม่ว่าชาติไหนๆ คำว่า ชาแท้ๆ เป็นชื่อพืชชนิดหนึ่ง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis หรือ Thea sinensis (syn.) อยู่ในวงศ์ Theaceae พืชชนิดนี้ น่าจะมีถิ่นกำเนิดมาจากจีน เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าชา ทั้งชาดำและชาเขียวมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง การดื่มชาเป็นประจำช่วยลดการมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ ได้ เช่น มะเร็งในกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร ลำไส้เล็ก ปอด ผิวหนัง ลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน และมะเร็งเต้านม

การชงชาแบบจีน เป็นเทคนิคการสกัดตัวยา ที่ทางเภสัชกรรมเรียกว่า defusion เป็นการสกัดสารที่เป็นตัวยาสำคัญ ด้วยน้ำร้อน ในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อไม่ให้สารที่ไม่พึงประสงค์ ถูกสกัดออกมา หรือเพื่อป้องกันไม่ให้สารที่ต้องการถูกทำลายด้วยความร้อนที่นานเกินไป รวมทั้งสามารถรักษากลิ่น รส ที่ต้องการของสมุนไพรชนิดนั้นๆ เอาไว้ได้ด้วย การชงชาแบบจีนจะเทน้ำร้อนในกาน้ำชาเล็กๆ ที่มีใบชาบรรจุอยู่ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงรินน้ำชาออกมาดื่ม กลิ่นชาจึงยังคงหอมกรุ่นละมุน ทั้งยังไม่มีสารที่ไม่พึงประสงค์ออกมา

สมุนไพรที่ใช้รูปแบบในการบริโภคเช่นเดียวกับชา เรามักจะเรียกชาสมุนไพร ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นสมุนไพรที่มีกลิ่น ที่ต้องการคงไว้ไม่ให้สูญเสียไปกับความร้อนที่มากเกินไป ผู้บริโภคที่นิยมบริโภคชาสมุนไพร นอกจากต้องการฤทธิ์ทางยาแล้ว ยังต้องการสัมผัสกลิ่นที่ละเมียดละไมจากสมุนไพรด้วย

ส่วนคุณค่าทางยาของชาสมุนไพรนั้น ขึ้นกับชนิดของชาสมุนไพร ไม่ใช่ว่าชาสมุนไพรทุกชนิด จะปลอดภัยในการบริโภค ตรงกันข้าม อาจจะเป็นอันตรายสำหรับบางคนได้ วิธีที่ดีที่สุดในการบริโภคชาสมุนไพรคือ ต้องเรียนรู้ข้อมูลของสมุนไพร ที่ใช้ในการบริโภคเป็นอย่างดีก่อนใช้ เพราะ สมุนไพรแต่ละชนิด มีข้อควรระวัง ขนาด และสรรพคุณต่างกัน ยิ่งเป็นสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคที่รุนแรง ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ

ชาสมุนไพรส่วนใหญ่ จะมีสรรพคุณในการบำรุงสุขภาพ ช่วยย่อยอาหาร ช่วยขับลม หรือเพียงเพื่อเสพกลิ่นรส เช่น ชาใบเตย ชาใบตระไคร้ ชามะตูม มักจะดื่มได้เรื่อยๆ ไม่จำกัดปริมาณหรือเวลา ชาสมุนไพรที่มีขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ มักจะเป็นชาประเภทนี้

เมื่อร่างกายเราเจ็บป่วย หลายๆ โรคเราอาจฟื้นตัวได้เอง โดยไม่ต้องกินยาเคมี จนร่างกายเราสูญเสียความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกันไป หรือเมื่อเราจะใช้ยาเราลองหายาที่มาจากธรรมชาติ ในการเยียวยาดูก่อน ชาสมุนไพรน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

สำหรับท่านที่ต้องการดื่มชา เพื่อความสุนทรีย์ และบำรุงสุขภาพก็นับเป็นอะไรที่ดีๆ ในชีวิตของคนเรา ที่ได้เชื่อมโยงชีวิตกับธรรมชาติ ผ่านกลิ่นรสที่หอมละมุนของชา ซึ่งบ้านเรามีชาสมุนไพรมากมาย ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ชารางจืด กำจัดพิษ (Detoxifier and Body-cleanser)

ทำจากใบรางจืดอบแห้งมีกลิ่นใบไม้แห้ง หอมอ่อนๆ เป็นธรรมชาติ ให้น้ำชาสีน้ำตาลออกเขียว มีสรรพคุณกำจัดพิษ แก้เมาค้าง บรรเทาอาการผื่นแพ้ และลดความร้อนในร่างกาย เหมาะกับเมืองไทยในขณะนี้ ที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ชารางจืดไม่มีพิษดื่มเป็นประจำได้ทุกวัน

ชามะตูม บำรุงสุขภาพ (Tonic)

ทำจากผลมะตูมแก่ บดเป็นผง ให้น้ำชาสีแดงออกน้ำตาล มีกลิ่นหอมหวานชวนดื่ม ส่วนใหญ่จะแต่งรสด้วยน้ำตาล เพื่อให้ได้รสชาดที่ดีขึ้น มะตูมเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงธาตุ แก้ร้อนใน เป็นยาอายุวัฒนะ

ชาขิง แก้หวัด และช่วยย่อย (Cold aid, digestive aid)

ทำจากเหง้าขิงแก่ ที่มีน้ำมันหอมระเหย มีสรรพคุณทางร้อน ช่วยบรรเทาหวัด แก้คลื่นไส้อาเจียน เมารถเมาเรือ ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด คนเราถ้าระบบย่อยอาหารไม่ดีแล้ว ระบบอื่นก็จะพลอยรวนไปด้วย

ชากระเจี๊ยบ ขับปัสสาวะไขมันในเลือด(Diuretic,Lower blood cholestrol)

ทำจากฐานรองดอกของกระเจี๊ยบแดง มีคุณสมบัติในการลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตสูง แก้กระหายน้ำทำให้ชุ่มคอชื่นใจ ชากระเจี๊ยบมีสีแดง รสเปรี้ยวมักเติมน้ำตาลเพื่อแต่งรส

ชาตระไคร้ ขับลม ช่วยย่อย (Digestive aid,anticramp)

ทำจากต้นและใบตระไคร้อบให้แห้งแล้วบด ตระไคร้มีกลิ่นหอม ช่วยย่อยอาหาร แก้ลมวิงเวียน แก้ปวดเกร็งในท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ และมีรายงานการทดลองพบว่า ตระไคร้มีคุณสมบัติต้านมะเร็งได้ด้วย

ชาใบเตย บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ(Tonic, diuretic)

ทำจากใบเตยหอม อบ บดเป็นผง มีสีเขียวใบเตย มีกลิ่นหอมชื่นใจ ใบเตยมีคุณสมบัติขับปัสสาวะ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ชาใบเตยจึงเหมาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง คนธรรมดาทั่วไปก็ดื่มได้ กลิ่นหอมของใบเตยชื่นใจ คลายเครียดได้ดีแท้

ชาชุมเห็ดเทศ ช่วยระบายท้อง (Laxative)

ได้จากใบชุมเห็ดเทศคั่วให้แห้ง เพื่อลดการไซร็ท้อง แล้วบดเป็นผง ให้น้ำชาสีน้ำตาลมีกลิ่นหอมของใบไม้คั่ว มีสรรพคุณเป็นยาระบาย แต่หากดื่มเป็นประจำร่างกายก็อาจดื้อยาได้ ควรหาวิธีอื่นในการสร้างนิสัยการถ่ายให้เป็นประจำโดยวิธีอื่นด้วย

ชาใบฝรั่ง ดับกลิ่น ฆ่าเชื้อ (Deodorant & antiseptic, antidiarrhea)

ทำจากใบฝรั่งไทยอบให้แห้ง บดเป็นผง มีกลิ่นหอมชวนดื่ม มีคุณสมบัติดับกลิ่นปาก ฆ่าเชื้อในปากและคอ เหมาะที่จะรับประทานหลังอาหาร สามารถที่จะใช้ชาใบฝรั่งระงับอาการท้องเสีย (ในรายที่ไม่มีไข้) แต่ต้องชงอย่างเข้มข้นกว่าปกติ

ชาหญ้าหนวดแมว ขับปัสสาวะ (Diuretic)

ทำจากหญ้าหนวดแมวอบแห้ง บด มีรสคล้ายๆ ใบชา ชวนดื่ม มีคุณสมบัติขับปัสสาวะ

ขับนิ่วก้อนเล็กๆ มีคุณสมบัติขับกรดยูริค เหมาะกับคนที่เป็นต่อมลูกหมากโต คนที่เป็นนิ่วก้อนเล็กๆ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะกับคนที่เป็นโรคเบาหวาน มีโปแตสเซียมสูง ระวังการใช้กับคนที่เป็นโรคหัวใจ

ชาดอกคำฝอย ลดไขมันในเลือด (Lower blood cholesterol)

ได้จากดอกคำฝอยมีสีแดงชวนดื่ม กลิ่นหอมชื่นใจ มีคุณสมบัติลดไขมันในเส้นเลือด ขับเหงื่อ เป็นยาระบายอ่อนๆ บำรุงเลือดสตรี ขับระดู ระงับอาการปวดในสตรีที่รอบเดือนไม่ปกติ

ตัวอย่างชาสมุนไพรที่กล่าวมา เป็นชาสมุนไพรไทย ที่มีขายในท้องตลาด ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ สามารถดื่มได้ทุกวัน บ้านเรายังมีสมุนไพรมากมาย ที่สามารถพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบของชาสมุนไพรได้ เช่น เราสามารถทำชาในมะกรูด ชากระเพา จากก้นครัวของเรา มารับรองแขก แม้ไม่มีขาย เราเพียงแต่เอามะกรูดที่ใช้ไม่หมด ผึ่งลมจนแห้ง (ต้องผึ่งลม อย่าตากแดด เพราะกลิ่นและตัวยาจะหายไป) แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่โหลปิดสนิททิ้งไว้ เวลาจะใช้ก็เอามาชงต่างใบชา ใช้น้ำผึ้งแต่งรสเวลาดื่ม แค่นี้เราก็มีน้ำชารับรองแขกที่ไม่เหมือนใคร

ชาสมุนไพรจึงเป็นคุณค่าวัฒนธรรมของตะวันออก ที่แผ่กระจายไปทั่วโลก การดื่มชาสมุไพร ก็คือ การสานต่อวัฒนธรรมสุขภาพดั้งเดิม ทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำอัดลมที่มีเพียงน้ำตาล คาเฟอีน และกลิ่นสังเคราะห์ แล้วอัดลมลงไป ชาสมุนไพรมีคุณค่ากว่าไหนๆ

 

ชาสุขภาพชั้นดี : สู้ภูมิแพ้ด้วยสมุนไพรก้นครัว

 

โรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่ฮิตติดอันดับ ของคนในสังคมทุกวันนี้ โดยเฉพาะคนในกรุงเทพฯ ที่ได้ผู้ว่าฯ คนใหม่กันแล้ว กล่าวกันว่า แปดในสิบคนที่เดินเข้าร้านขายยา มักจะต้องซื้อยาที่เกี่ยวข้องกับโรคภูมิแพ้ มีผู้คนมากมายที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคนี้ อย่างไม่รู้จบ ต้องอยู่ภายใต้การกินยา และหาหมออย่างยาวนาน เวียนเข้าเวียนออก ต้องทนทุกข์จากผลข้างเคียงของยาแก้แพ้ เช่น การง่วงนอน ปากคอแห้ง หรือการเต้นของหัวใจถูกรบกวน นอกจากนี้อาการข้างเคียงของยา ที่ทำให้จมูกโล่งก็สร้างความทุกข์ระทมไม่แพ้กัน คือ การที่มีอาการใจสั่น กระวนกระวาย มีอาการทางจิตประสาท นอนไม่หลับ ทางออกของโรคภูมิแพ้ ในมุมมองของการรักษาแผนปัจจุบัน ก็คือ การหลีกเลี่ยงสารที่แพ้กับการกินยา และหาหมอ

ก่อนอื่นเราคงมารู้จักเจ้าภูมิแพ้กันสักหน่อย ภูมิแพ้เกิดจากความไม่สมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ระบบภูมิคุ้มกันเป็นกลไกที่ซับซ้อนพอสมควร ถ้าจะลองอธิบายแบบง่ายๆ ก็คือ ถ้ามีสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรคพวกแบคทีเรีย รา ไวรัส หรือเนื้อเยื่อ ที่ชอกช้ำจากการบาดเจ็บ

ระบบภูมิคุ้มกัน จะกระตุ้นให้เซลหลั่งสารเคมีบางชนิด เพื่อทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น มีการทำให้เซลเม็ดเลือดขาว ที่มีหน้าที่ต่อสู่กับเชื้อโรคพร้อมรบ กระตุ้นให้เลือดไหลเวียนมาบริเวณนี้ให้มากขึ้น อุณหภูมิบริเวณนี้จะมากขึ้น และมีอาการบวม ที่เราเรียกอาการนี้ว่า อาการอักเสบ (inflammation)

ทีนี้เมื่อใดที่สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวหายไป แล้วแต่เจ้าระบบภูมิคุ้มกันยังทำงานอยู่ หรือเจ้าภูมิคุ้มกันเกิดขยันเกินเหตุ เห็นสารปกติธรรมดาที่มีอยู่รอบตัวเป็นสิ่งแปลกปลอม ทีนี้แหละยุ่ง เพราะการอักเสบก็ยังคงดำรงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในหู คอ จมูก และระบบทางเดินหายใจ ก็จะเหมือนอยู่ใต้เปลวไฟ คือ มีอาการบวม แดง ร้อน หายใจลำบาก ซึ่งจะลุกลามเป็นผลให้เกิดการหายใจลำบาก กลายเป็นโรคหอบหืดไปเลย

การยอมจำนนต่อโรคนี้ ด้วยการยอมอยู่ภายใต้อาณัติยา และหมอดู เหมือนมันจะเป็นคนขี้แพ้ไปเสียจริงๆ ลองมาดูกันว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง

ก่อนอื่น ต้องรีบหาว่าสาเหตุของภูมิแพ้มาจากไหน เริ่มจากที่นอนหมอนมุ้งของเราก่อน ว่ามันเป็นที่สะสมของฝุ่น ตัวไรหรือไม่จับตากแดดจัดบ่อยๆ สักอาทิตย์และหนก็ดี

อาหารที่เรากินเข้าไป ก็เป็นปัจจัยหนึ่งของการแพ้ เพราะฉะนั้นสำรวจว่าเราแพ้อาหารอะไร คือเวลากินอะไรเข้าไปแล้วเป็นผื่นคัน มีอาการจับหอบก็หลีกเลี่ยง หรือในรายที่ไม่ได้แพ้อาหารเราก็ควรกินอาหารที่เสริมให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ ก็จะช่วยให้อาการภูมิแพ้ดีขึ้น นั่นคือ ไม่ปล่อยให้มีของเสียสะสมในลำไส้ มีการขับถ่ายที่เป็นปกติ โดยการรับประทานอาหารที่มีเส้นใย เพื่อช่วยกวาดของเสียทิ้งออกไปกับการถ่ายอุจจาระ

นอกจากการกินอาหารที่มีกากแล้ว อาหารที่เป็นสมุนไพรหลายชนิด สามารถช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ได้ อาทิ หอมหัวแดง หอมแดงเป็นสมุนไพรในครัวเรือน ที่คนสมัยก่อนใช้รักษาโรคหวัด โดยกินหอมหัวเล็กวันละ ?-1 หัว จะทำให้ร่างกายสดชื่นมีความต้านทานโรคหวัด แต่ต้องระวัง เพราะตำราจีนห้ามกินมากเกินไป คือ ตั้งแต่ 3 หัว (หัวขนาดเท่านิ้วมือ) ต่อวันเป็นประจำทุกวัน เพราะอาจทำให้เกิดอาการมึนงง หลงลืมง่าย รากผมไม่แข็งแรง

ปัจจุบันพบว่า สารในหอมหัวแดงมีสารไบโอฟลาโวนอยด์ ชื่อ quercitih ซึ่งมีสูตรโครงสร้างทางเคมี คล้าย cromolyn sodium ซึ่งเป็นยาที่นิยมใช้รักษาโรคภูมิแพ้ และอาการหอบหืด โดยตัวของสารในกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์นั้น มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอนุมูลอิสระเป็นเสมือนเชื้อเพลิง ที่ทำให้อาการอักเสบรุนแรงขึ้น การกำจัดอนุมูลอิสระ ด้วยการรับประทานผักที่มีสีแดง สีส้มก็จะช่วยรักษาอาการแพ้ได้

การรับประทานขมิ้นชันเป็นประจำ ก็จะช่วยให้โรคภูมิแพ้ดีขึ้น ขนาดที่รับประทานถ้าเป็นการป้องกัน ก็ใช้ผงขมิ้นชันประมาณ 500-1000 มิลลิกรัม (1-2 แคปซูล) วันละ 2-3 ครั้ง แต่ถ้ามีอาการ ควรรับประทานเพิ่มขึ้น เป็นประมาณ 2 กรัม (ประมาณ 4 แคปซูล) วันละ 3 ครั้ง

จากรายงานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า ขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ รวมไปถึงมีฤทธิ์ต้านฮิสตามีน ปัจจุบันในตำราสมุนไพรจากต่างประเทศ ก็ยอมรับขมิ้นเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่มีประโยชน์ต่อคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ และหอบหืด นอกจากสมุนไพรสองชนิดที่กล่าวมา ในแวดวงสมุนไพรยังมีการแนะนำให้ใช้ ชาเขียว ขิง ชะเอม น้ำมันปลา ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสาระ และลดการอักเสบในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ แต่สมุนไพรทั้งสองชนิด คือหอมแดงและขมิ้นชัน สามารถพึ่งตนเองได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะขมิ้นแทบจะกล่าวได้ว่า การที่คนใต้ของเรานิยมใส่ขมิ้นลงไป ในอาหารในชีวิตประจำวันนั้น ก่อให้เกิดความชำนาญ ในการคัดเลือกสายพันธุ์ และความชำนาญในการเพาะปลูก ทำให้ขมิ้นชันที่ภาคใต้ให้สารสำคัญสูงมาก พบว่าขมิ้นชันเมืองไทยมีสาร curcumin และ curcumin oil สูงกว่าประเทศอื่นๆ

ประเทศไทยควรส่งเสริม ให้มีการควบคุมปริมาณสารสำคัญ ในผลิตภัณฑ์ขมิ้นในท้องตลาด เพื่อการพัฒนามาตรฐานสมุนไพรไทย คนกินขมิ้นชันจะได้ไม่ผิดหวัง

การใช้สมุนไพรในการรักษาโรคภูมิแพ้นั้น เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวนิดเดียวตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ทุกคนสามารถพึ่งตนเองได้ หัวหอมก็อยู่ในครัว ขมิ้นชันก็พอหาซื้อได้ไม่ยาก จะปลูกเองก็ไม่ยาก อายุประมาณ 1 ปี ก็สามารถเก็บมาใช้ได้ ถ้าเรามาช่วยกันสะสมประสบการณ์ การใช้สมุนไพรรักษาโรคภูมิแพ้ สักวัน เราจะเป็นแหล่งภูมิรู้ทางสมุนไพรที่มากมาย เหมือนกับที่คนใต้สะสมความรู้ ในการคัดเลือกพันธุ์ขมิ้นชันนั่นเอง

 

อโรมาเทอราปีส์แบบไทยๆ : ศาสตร์แห่งการรักษาด้วยน้ำหอมธรรมชาติ (aromatherapy) ของไทย

 

ปัจจุบันการรักษาโรคด้วยน้ำมันหอม (aromatherapy) ได้รับการพูดถึงมากขึ้นในหมู่คนทั่วไป ศาสตร์แห่งการรักษาโรคด้วยน้ำมันหอมนี้ เป็นศาสตร์ที่มีในตะวันตกเท่านั้นแต่อย่างใด แท้ที่จริงแล้วคนไทยใช้กันมานาน แต่ไม่ได้มีการอธิบายโดยใช้ศัพท์แสงแบบสมัยใหม่เท่านั้น

ก่อนอื่นเราคงต้องรู้จักที่ไปที่มาของ aromatherapy เสียก่อน เพื่อจะได้นำมาเปรียบเทียบ กับสิ่งที่ปฏิบัติกันอยู่ในบ้านเรามากยิ่งขึ้น เรื่องมีอยู่ว่ามีนักเคมีชาวฝรั่งเศษคนหนึ่ง ชื่อ Rene-Maurice Gattefosse ได้ตั้งร้านน้ำหอมจากธรรมชาติ (essential-oil house) โดยมีการผลิต oils เพื่อใช้ในเครื่องสำอางและน้ำหอม ซึ่งวันหนึ่ง Gattefosse ทำการทดลองอยู่ แล้วมือเกิดไฟไหม้ เขาจำได้ว่า น้ำมันจากดอก lavender มีสรรพคุณในรักษาไฟไหม้น้ำร้อนลวก และรักษาการอักเสบ ดังนั้น เขาจึงรีบเอามือไปจุ่มในน้ำมันลาเวนเดอร์ ทันใดนั้นรอยสีแดงที่เกิดจากการถูกไฟลวกก็หายไปอย่างรวดเร็ว และเริ่มที่จะมีการสมานตัวเกิดขึ้นเกิดขึ้น ซึ่งความประทับใจ ในเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาเริ่มทำการศึกษาค้นคว้า ถึงความสามารถในการรักษาของน้ำมันหอมจากธรรมชาติ (essential oils) โดยทฤษฎีของ Gattefosse คือ การทาน้ำมันภายนอกแล้ว จะสามารถซึมเข้าไปตามอวัยวะได้เอง เนื่องจากผิวหนังจะมีความเกี่ยวข้องกับระบบสมองและประสาท ทฤษฎีของเขา คือ จมูกและผิวหนังสามารถนำน้ำมันไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ และเขาได้แบ่งแยกทางต่างๆ ที่น้ำมันไปมีผลคือ การเผาผลาญอาหารของเซลล์ (metabolism) ระบบประสาท (nerves) ระบบย่อยอาหาร (digestive organs) และระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine glands) จึงมีการใช้คำว่า Aromatherapy ในปี ค.. 1928 และต่อมาได้มีแพทย์นักเคมีชีวะ ได้ศึกษาและนำมาปฏิบัติ และบันทึกผลทางคลินิก อย่างเป็นระบบ จนเชื่อว่าการใช้ทั้งการแพทย์แผนปัจจุบัน และการเยียวยาแบบดั้งเดิมนั้น จะทำให้คนมีสุขภาพกายใจที่ดีอย่างเป็นองค์รวม

Aromatherapy ได้ถูกใช้ประโยชน์ด้วยการการปฏิบัติ 3 อย่างใหญ่ๆ คือ 1) การนวดด้วยน้ำมัน (massage with essential oils) 2) การหยดลงไปในอ่างน้ำ การสูดดม การอบไอน้ำ (baths, inhalants and steaming) 3) การรับประทานด้วยการปรุงใส่ลงไปในอาหาร หรือชงเป็นชา (the use of herbs in cooking and infusions or in teas)

การนวดน้ำมัน Aromatherapy

การนวดน้ำมัน Aromatherapy นั้นสามารถเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ศาสตร์แห่งการรักษาโรคด้วยประสาทสัมผัส (sensual science) เป็นเพราะว่ามีรวมพลังกันของการกระตุ้นและการผ่อนคลาย ของการสัมผัสด้วยการรับรู้การสัมผัสต่างๆ เช่น การได้กลิ่น ในนวดด้วยน้ำมัน (Aromatherapy massage) นั้นจะทา essential oils ไปที่ผิวหนังและนวดไปทั่วร่างกาย ซึ่งมุ่งไปที่ระบบประสาท และจุดพลังที่มองไม่เห็น ผลที่เกิดอาจมีทั้งการกระตุ้น หรือทำให้สงบลง ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำมันที่ใช้ และความจำเป็นส่วนบุคคลของผู้ที่มานวด โดยน้ำมันจะสามารถเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของผิวหนังได้

นอกจากนี้ กลิ่นที่จมูกได้รับสัมผัสยังมีผลต่อร่างกายในหลายๆ ด้าน ประสาทรับกลิ่นที่จมูกประกอบด้วยเส้นประสาท 10 ล้านเส้น ซึ่งสามารถจับโมเลกุลของกลิ่นได้ โดยเส้นประสาทเหล่านี้เราเรียกว่า olfactory receptors และ receptors เหล่านี้จะส่งการรับรู้กลิ่นเหล่านี้ไปที่ ศูนย์ควบคุมอารมณ์ (emotional center) ในสมอง ซึ่งเรียกว่า limbic system ซึ่งระบบนี้จะติดต่อกับส่วนสมองส่วนสำคัญ (vital parts) ที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต การหายใจ การสืบพันธุ์ ความจำ และการตอบสนองต่อความเครียด การนวดด้วยน้ำมันหอมระเหย จึงเป็นการปฏิบัติที่มีผลต่อทั้งร่างกาย และสมองในเวลาเดียวกัน

ในประเทศไทย และประเทสทางเอเชีย มีร่ำรวยด้วยพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ทั้งหลาย การนวดน้ำมันหอมเป็นเรื่องพื้นๆ ที่มีการปฏิบัติติดต่อกัน มานานนับพันปี โดยมีการเคี่ยวสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมลงไปในน้ำมัน โดยอาจใช้ทั้งน้ำมันสัตว์ เช่น น้ำมันเลียงผา น้ำมันจากปลาฯ และน้ำมันพืช น้ำมันงา น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าวฯ สมุนไพรที่ใช้มีหลากหลาย บางตำรับไม่ได้ใช้เฉพาะพืชที่มีกลิ่นหอมแต่อย่างเดียว แต่จะใช้พืชที่มีสรรพคุณ ในการรักษาอาการอักเสบของกล้ามเนื้อด้วย เช่น ไพล พลับพลึงฯ และบางครั้งใส่สมุนไพรลงไปนับร้อยชนิด เช่น น้ำมันพุทธมนต์ของชาวอิสานจะใส่ว่าน และสมุนไพรต่างๆ นับร้อยชนิด และมีการปลุกเสกเพิ่มความขลังเข้าไปเป็นต้น

การปฏิบัติการนวดด้วยน้ำมันในปัจจุบัน มีด้วยกันหลายๆ แห่ง เช่น ที่ศูนย์สุขภาพไทย ได้นำความรู้ที่ได้มาจากอินเดียมาใช้ในการบำบัดให้กับผู้ป่วย โดยเคี่ยวน้ำมันตำรับอินเดียแท้ๆ น้ำมันดังกล่าวไม่มีการขายในท้องตลาด ส่วนโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยาอภัยภูเบศรจอมยุทธสมุนไพรเจ้าเก่า ได้มีการเคี่ยวไพลกับน้ำมัน แล้วเติมน้ำมันหอมระเหยลงไป มีสามกลิ่นสามแบบ คือ เติมน้ำมันมะกรูด เติมน้ำมันขมิ้น เติมตัวน้ำมันไพลเอง เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปนวดตัวเองที่บ้าน ทั้งยังมีบริการนวดน้ำมันที่หน่วยบริการการแพทย์แผนไทยของโรงพยาบาล ท่านที่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมก็ติดต่อกันเองโดยตรง ศูนย์สุขภาพไทยโทร….. หน่วยบริการการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร 037 211088 ต่อ 3104

 

สมุนไพรทั้งดมทั้งกิน : อโรมาแบบไทยๆ

 

อโรมาเทอราปีส์ (Aromatherapy) ตามที่ได้กล่าวในฉบับที่แล้วว่าสามารถนำมาปฏิบัติได้ 3 แนวทางใหญ่ๆ คือ หนึ่งการนวด สองการสูดดม และสามการรับประทานลงไปในรูปแบบของอาหาร หรือในรูปแบบของน้ำชา แนวทางที่ใช้การนวดได้ให้รายละเอียดในฉบับที่แล้ว ส่วนการสูดดม และการรับประทานนั้นจะได้กล่าวอย่างละเอียดในฉบับนี้

การสูดดมน้ำมันหอมระเหยนั้น อาจใช้ได้ทั้งในการหยดน้ำมันหอมลงไปในอ่างอาบน้ำ และการสูดดมโดยตรง เช่น พวกยาดมของไทยทั้งหลาย หรือการสูดดมจากการอบไอน้ำ

การรักษาโดยการใส่น้ำมันหอมระเหยลงไปในอ่างอาบน้ำนั้น มีประสิทธิภาพดีมาก เพราะไม่เพียงแต่น้ำมันจะได้สัมผัสกับผิวหนังที่ชุ่มชื่น ซึ่งทำให้น้ำมันซึมผ่านผิวหนังได้ง่ายแล้ว ในขณะเดียวกัน ยังทำให้เราสูดดมเข้าไปได้พร้อมกันด้วย จึงได้ประโยชน์ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน

เชื่อกันว่า การหยดน้ำมันหอมระเหยในอ่างอาบน้ำ เป็นแรงขับดันพื้นฐานให้เกิดการชะลอความแก่ น้ำมันหอมระเหยที่นำมาเติมในน้ำ จะช่วยกระตุ้นผิวหนัง ทำให้เกิดการผ่อนคลาย เพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้กับผิวหนัง คนไทยแต่เดิมไม่ได้อาบน้ำในอ่างน้ำ จึงไม่ได้เห็นวิธีการแบบนี้มากนัก

ส่วนการสูดดมน้ำมันหอมระเหยโดยตรงนั้น เชื่อกันว่า การสูดดมน้ำมันหอมระเหยทางจมูกเป็นวิธีการรักษาที่ดีมาก ในกรณีของปัญหาทางอารมณ์ เช่น ความเครียด หรืออาการซึมเศร้า เนื่องจากว่าจมูกมีการติดต่อโดยตรงกับสมอง ซึ่งมีเซลล์ที่คอยตอบสนองน้ำมันหอมระเหย

วิธีการบำบัดโดยการสูดดมน้ำมันหอมระเหย คือ การสูดดมโดยตรงโดยหยดน้ำมันหอมระเหย บนสารที่สามารถซับน้ำมันได้ โดยหยดน้ำมันลงไป 5-6 หยด (3 หยด เหมาะสำหรับเด็ก คนแก่ หญิงตั้งครรภ์) และให้สูดลมหายใจลึกๆ 2-3 ครั้ง เป็นวิธีการง่ายๆ ที่เหมาะทำให้แก่เด็กและคนแก่

เราสามารถหยดน้ำมันหอมนี้ไปบน เสื้อ ชุดกระโปรง หรือแม้แต่ชุดนอนเพื่อให้ระเหยเข้าจมูกได้ หรือหยดลงบนฝ่ามือก็เป็นวิธีที่ดีมาก นิยมใช้ในกรณีเร่งด่วน โดยการหยด น้ำมันหอมระเหยลงบนฝ่ามือข้างใดข้างหนึ่งของคนไข้ หลังจากนั้นนำไปถูกับฝ่ามืออีกข้างหนึ่ง เพื่อให้เกิดการกระจายตัว และมีความร้อนเกิดขึ้นที่น้ำมัน หลังจากนั้นให้คนไข้หลับตา และนำฝ่ามือทั้งสองข้าง ไปอังไว้ที่จมูกแล้วหายใจลึกๆ เพื่อสูดเข้าไปในลมหายใจ

การนำน้ำมันหอมระเหยมาสูดดมนั้น ใช้กันมาหลายพันปีแล้ว และสามารถทำให้อาการ ไซนัส อาการแน่นจมูกหายไป วิธีการบำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหยแบบสูดดมนี้ อาจมีเครื่องมือช่วย เช่น บ้านเราก็อยู่ในรูปแบบของส้มโอมือ ใช้เปลือกส้มโอเป็นตัวดูดซับสาร หรืออยู่ในรูปของหลอดยาดม ดังที่เราจะเห็นได้จากยาดมที่ลงท้ายด้วยเป๊กๆ ทั้งหลาย ซึ่งขายดีคู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน

ส่วนการใส่น้ำมันหอมระเหย ลงไปในการอบไอน้ำนั้น ล่าสุดพบว่าการใช้ไอน้ำที่มีน้ำมันหอมระเหยผสมอยู่ด้วยมาล้างหน้า น้ำมันหอมระเหยจะซึมผ่านเข้าไปในผิวหน้า มีผลให้เกิดการทำสะอาดได้ลึก และยังทำให้เกิดความชุ่มชื้นที่ใบหน้าด้วย

ดังเช่น การเข้ากระโจมหรือการอบไอน้ำสมุนไพรแบบไทยๆ ที่สุภาพสตรีชอบไปใช้บริการกันนั้น ส่วนใหญ่จะใส่สมุนไพรที่มีกลิ่นหอมลงไป ซึ่งสมุนไพรพวกนี้จะอุดมไปด้วยน้ำมันหอมระเหย ดังนั้นการอบไอน้ำสมุนไพร นอกจากช่วยให้การไหลเวียนโลหิต และน้ำเหลืองดีขึ้นแล้ว ยังเป็นไปเพื่อทำให้ผิวพรรณผุดผ่องเป็นยองใยนั่นเอง

ส่วนเรื่องนำมารับประทานนั้น ในต่างประเทศมีการแนะนำให้กินน้ำมันหอมระเหยในรูปแบบของชา หรือผสมลงไปในอาหาร โดยเชื่อว่า น้ำมันหอมระเหยจะช่วยทำให้ระบบกระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยทำลายสารพิษที่ปะปนในอาหารที่รับประทานเข้าไป

การใช้สมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหยในรูปของ ชา และ cuisine มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่จะรับประทานน้ำมันหอมระเหยโดยตรง เนื่องจากบางครั้ง น้ำมันหอมระเหยอาจจะบริสุทธิ์มาก จะมีความแรงเข้มข้น จนมีลักษณะเหมือนยาแผนปัจจุบัน ซึ่งจะเกิดผลดีถ้าใช้อย่างถูกต้อง แต่อาจเกิดผลเสียและเป็นอันตรายเมื่อใช้ไม่ถูกต้อง

สำหรับในประเทศไทย มันน่าภูมิใจนักที่บรรพบุรุษของเราเป็นนัก Aromatherapists ชั้นยอด ที่คิดสูตรอาหาร โดยนำสมุนไพรที่เป็นเครื่องเทศมาใช้ โดยไม่ได้เห็นว่าคุณค่าของสมุนไพร มีเพียงแต่การเพิ่มกลิ่นเท่านั้น แต่ยังมีผลในการช่วยให้สุขภาพดีขึ้นด้วย

ทำให้อดคิดถึงแกงป่าไก่บ้านของคนรุ่นแม่ไม่ได้ เครื่องแกงนั้นจะโขลกสมุนไพรเครื่องเทศที่มีน้ำมันหอมระเหยมากมาย โดยใส่หอม กระเทียม พริก ข่า ตระไคร้ ใบมะกรูดลงไป (เครื่องแกงต้องโขลกใหม่ๆ ด้วยนะ ไม่อย่างนั้นไม่หอม) แล้วปรุงใส่ใบกระเพรา หรือใบยี่หร่าลงไปตอนใกล้สุกนั้น

ช่างเป็นการรักษาโรค ด้วยนำมันหอมระเหยชั้นยอด โดยเฉพาะโรคหวัด และทำให้การย่อยอาหารดีขึ้นจากความอุ่นของน้ำมันหอมระเหยด้วย ในห้วงเวลานั้นประสาทสัมผัสที่ลิ้น และการรับกลิ่นที่จมูกได้ทำงานอย่างมีความสุข ความอร่อยลิ้น และความหอมฉุนคลายเครียดได้ดีจริงๆ

อโรมาเทอราปีส์แบบไทยเจ๋งที่สุดในโลก ไม่เช่นนั้นคนทั้งโลกไม่รู้จักต้มยำกุ้ง กันอย่างแพร่หลายหรอกน่า

 

ว่านหางจรเข้ : ไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์จากสวรรค์

 

ว่านหางจรเข้ จัดว่าเป็นสมุนไพรที่ใครๆ ทั่วโลกต่างก็รู้จักดี คนไทยสมัยก่อนอาจไม่ได้คุ้นเคยกับว่านหางจรเข้มากนัก เพราะว่านหางจรเข้ไม่ใช้พืชประจำถิ่นของเรา ว่านหางจรเข้เมีแหล่งกำเนิดอยู่ในแถบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนี่ยนเช่นซาอุดิอารเบีย บริเวณตอนใต้ของทวีปแอฟริกา เกาะมาดากัสการ์ และหมู่เกาะในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ปัจจุบันว่านหางจรเข้แพร่กระจายไปทั่วโลก เพราะสมุนไพรชนิดนี้มีสรรพคุณมากมาย จนมีการตั้งสถาบันวิจัยเพื่อศึกษาเกี่ยวกับว่านหางจรเข้โดยเฉพาะ

คุณค่าของว่านหางจรเข้ เป็นที่รู้กันดีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งชาวยุโรป ชาวจีน และชาวอินเดีย รวมทั้งชาวอินเดียแดง ซึ่งให้สมยาเจ้าว่านหางจรเข้ว่า "ไม้เท้ากายสิทธิ์จากสวรรค์" เพราะไม่ว่าจะเอาเจ้าว่านหางจรเข้ไปรักษาอวัยวะส่วนไหน ดูเหมือนจะใช้ได้หมด และที่สำคัญ เล่ากันว่าพระนางคลีโอพัตรา ใช้น้ำเมือกจากว่านหางจรเข้บำรุงผิวพรรณ ทำให้พระนางมีความงดงามเป็นอมตะ ผิวพรรณผุดผ่องดังดรุณีแรกรุ่น ดังนั้น ว่านหางจรเข้นอกจากจะเป็นยาแล้ว จึงยังถือว่าเป็นเครื่องสำอางชั้นยอด

สรรพคุณที่โด่งดังของวุ้นว่านหางจรเข้ เห็นจะไม่พ้นการรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก คงเป็นเพราะบ้านเกิดของว่านหางจรเข้ อยู่ในเขตทะเลทราย จึงสู้ความร้อนได้สบายมาก เมื่อถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวกคราวใด ให้นึกถึงว่านหางจรเข้เข้าไว้ แต่ต้องใช้ให้เป็น คือ ให้มากพอ คือมากพอที่จะดับพิษร้อนได้ เรื่องของการดับพิษร้อน เป็นเรื่องที่เราต้องพึ่งตนเอง เมื่อเราถูกไฟไหม้น้ำร้อนลวกแล้ววิ่งโร่ไปหาหมอ หรือไปโรงพยาบาล ก็อย่าหวังว่าเขาจะดับพิษร้อนให้ เขาก็เพียงแต่รอให้เนื้อหนังพองลอกออก และใส่ยาป้องกันการติดเชื้อให้ ซึ่งคนไข้จะทรมาน จากการปวดแสบปวดร้อน และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ว่านหางจรเข้มีสรรพคุณในการดับพิษร้อนได้ชะงัดนัก

วิธีใช้ก็คือ เลือกใบที่มีขนาดกว้างประมาณสองนิ้ว (ถ้าไม่มีขนาดที่ต้องการจริงๆ มีขนาดโตแค่ไหนก็ใช้ไปเถอะ) ปลอกเปลือกว่านหางจรเข้ออก แล้วล้างน้ำเอายางสีเหลืองๆ ออกให้หมด แล้วฝานเป็นแผ่นๆ นำไปวางบนบริเวณที่ถูกไฟไหม้น้ำร้อนลวก ถ้าดับพิษร้อนได้ คนไข้จะรู้สึกเย็นจนไม่รู้สึกปวดแสบปวดร้อน หรือรู้สึกปวดแสบปวดร้อนบ้างแต่น้อยมาก แล้วให้เปลี่ยนวุ้นว่านหางจรเข้เมื่อรู้สึกร้อน ถ้าจะให้ดับพิษร้อนได้ดีขึ้น ควรนำว่านหางจรเข้ที่ฝานเป็นแผ่นๆ ไปแช่ในตู้เย็น แล้วสับเปลี่ยนให้กับคนไข้บ่อยๆ ไปเรื่อยๆ จนคนไข้ไม่ปวดแสบปวดร้อนอีกต่อไป ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นวันๆ หรือหลายวันแล้วแต่ความรุนแรง แต่ก็คุ้มที่เนื้อหนังจะไม่ถูกทำลาย แม้ผิวหนังอาจมีรอยดำๆ ย่นๆ แต่ลอกออกมาในไม่ช้า ไม่เชื่อลองดู

สรรพคุณของจากว่านหางจรเข้ นอกจากจะดับพิษร้อนได้ชะงัดนักแล้ว ยังมีสรรพคุณในการรักษาแผลเรื้อรัง เพราะมีสรรพคุณในการเรียกเนื้อ ช่วยสมานแผล แต่ต้องเตรียมวุ้นว่านหางจรเข้ให้สะอาด โดยการล้างว่านหางจรเข้แล้วเช็ดเปลือกว่านหางจรเข้และมีดปลอกด้วยแอลกอฮอล์ใส่แผล ล้างยางสีเหลืองออกให้หมด จากนั้นขูดเอาวุ้นว่านหางจรเข้ ใส่ในแผลที่ล้างสะอาด แล้วจึงปิดแผลไว้ด้วยผ้าก๊อซ สารอัลอคติน(aloctin) จะช่วยให้แผลตื้นและหายเร็วขึ้น เพราะไปกระตุ้นการเกิดใหม่ของเนื้อเยื่อ

ในการรับประทานวุ้นจากว่านหางจรเข้ (ในที่นี้หมายถึง ส่วนที่เป็นวุ้นโดยปลอกเอาเปลือกและยางออกให้หมด) เป็นยาภายใน ท่านที่ปลูกว่านหางจรเข้ไว้มากๆ จะประหยัดเงินค่ายาได้ในหลายๆ โรคทีเดียวซึ่งมีวิธีใช้ในโรคต่างๆ ดังนี้ โรคเบาหวาน ให้รับประทานวุ้นจากใบสดยาวประมาณ สาม ถึงสี่เซนติเมตรทุกวัน จะสามารถลดการใช้ยาเบาหวานได้ โรคความดันโลหิตสูง ตับอักเสบ ไข้หวัด หอบหืด วุ้นจากว่านหางจรเข้ก็ช่วยได้ โดยมีวิธีใช้เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน วุ้นจากว่านหางจรเข้ยังแก้เมารถเมาเรือ โดยให้กินวุ้นจากว่านหางจรเข้ ยาวประมาณสองถึงสามเซ็นติเมตร ก่อนออกเดินทาง ส่วนโรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ อาหารไม่ย่อย ให้รับประทานวุ้นจากใบสด วันละสี่เซ็นติเมตร แบ่งรับประทานเป็นสองครั้ง นอกจากที่กล่าวมา วุ้นจากว่านหางจรเข้ยังมีสรรพคุณ เป็นยาบำรุงสุขภาพ ทำให้ร่างกายแข็งแรงสดชื่น มีภูมิต้านทานได้ดีเยี่ยม

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า จะรับประทานวุ้นสด หรือวุ้นที่ผ่านการปรุงแต่ง เช่น ว่านหางจรเข้กระป๋อง น้ำว่านหางจรเข้ดี แน่นอนว่าวุ้นว่านหางจรเข้สดต้องดีกว่า แต่ท่านที่ไม่สะดวกในการรับประทานสด ก็รับประทานวุ้นว่าหางจรเข้เหล่านั้นก็ได้ ตำราทำอาหารดั้งเดิมของไทย ก็มีที่ทำวุ้นว่านหางจรเข้เชื่อม หรือแม้แต่ในตำรับยาพื้นบ้านในหลายประเทศ ก็ต้มวุ้นว่านหางจรเข้รับประทาน หรือแม้แต่ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ การสะกัดด้วยน้ำร้อนของวุ้นว่านหางจรเข้ ก็มีฤทธิ์ทางเภสัชในห้องทดลอง เช่น ลดคอเลสเตอรอล เป็นต้น ดังนั้น การที่รับประทานวุ้นว่านหางจรเข้ ที่ผ่านต้มด้วยความร้อนนั้น ก็คงยังมีประโยชน์อยู่บางส่วน แต่สู้รับประทานวุ้นสดๆ ไม่ได้

ในด้านของการเป็นเครื่องสำอาง วุ้นจากว่านหางจรเข้มีสรรพคุณ ในการบำรุงผิว ป้องกันสิวฝ้า รักษาสิวจนเครื่องสำอางมากมายหลายยี่ห้อ จะใส่สารสะกัดจากว่านหางจรเข้ลงไป แต่การใช้วุ้นว่านหางจรเข้ในกับผิวหนังต้องระวังให้ดี ต้องล้างเอาส่วนที่เป็นยางสีเหลืองออกให้หมด หลังการปลอกเปลือกจริงๆ เราเพราะยางสีเหลือง มีฤทธิ์ระคายต่อเนื้อเยื่อ และบางคนอาจแพ้เป็นผื่นได้ วิธีใช้วุ้นจากว่านหางจรเข้ในการบำรุงผิวหน้า รักษาสิว ป้องกันสิวฝ้า ถ้าเป็นวัยรุ่นหน้าค่อนข้างมันก็ใช้วุ้นจากว่านหางจรเข้เป็นรองพื้นก่อนแต่งหน้าไปได้เลย แต่ถ้าสูงอายุขึ้นมาหน่อย ถ้าใช้วุ้นจากว่านหางจรเข้อย่างเดียวหน้าจะตึงไปนิด ให้ผสมครีมทาหน้าสักเล็กน้อย

ว่านหางจรเข้ยังเป็นสมุนไพรที่ดีมากสำหรับเส้นผม สามารถใช้วุ้นว่านหางจรเข้ทาผม แทนเจลใส่ผมทั่วไปได้เลย เพื่อรักษาอาการผมเสีย ผมแตกปลาย ส่วนคนที่ผมเสียมากๆ ไม่มีน้ำหนักแห้งกรอบ ให้ใช้ ไข่แดง น้ำมันมะกอก วุ้นว่านหางจรเข้อย่างละหนึ่งส่วน ใส่น้ำเล็กน้อยปั่นให้เข้ากัน นำไปหมักผมที่เปียกชุ่มด้วยน้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออก สัปดาห์ละครั้ง สักสองครั้งก็เห็นผล วุ้นหางจรเข้ยังใช้ทาบริเวณที่ผมน้อย หรือผมร่วงผมจะงอกขึ้นมาใหม่

 

แตงกวา : เครื่องสำอางในฝัน

 

แตงกวาเป็นผักคู่ครัว คู่ข้าวผัด และคู่กับหน้าขาวๆ ของสาวๆ ทั่วโลก เชื่อกันว่าแตงป่าที่ก้นหุบเขาหิมาลัย คือ บรรพบุรุษของเจ้าแตงทั้งหลาย ที่แพร่หลายอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ มีหลักฐานการนำมาปลูกเป็นผักในอินเดีย และในอียิปต์ ตั้งแต่เมื่อ 4000 มาแล้ว เป็นที่รู้จักกันมากว่า นอกจากการกินเป็นผักแล้ว การใช้เนื้อผลแตงกวาเป็นยาทางผิวหนัง และเครื่องสำอางได้เป็นอย่างดี เช่น การรักษาผิวหน้าให้อ่อนเยาว์ ลบรอยเหี่ยวย่น ลบรอยแผลเป็น แก้สิว วิธีใช้ส่วนใหญ่ก็จะหั่นแตงกวาเป็นชิ้นบางๆ แล้วแปะทิ้งไว้พอกหน้า

การใช้แตงกวาของสาวๆ ในยุคนั้น จะไม่ใช่ไร้เหตุผลเสียทีเดียว เพราะพบว่าในแตงกวามีสารที่มีประโยชน์ต่อผิวหน้า ทั้งวิตามิน เกลือแร่ อมิโนแอซิด ซึ่งมีสรรพคุณตั้งแต่ ช่วยให้ผิวหนังอ่อนนุ่มชุ่มชื้น จากการที่แตงกวามีสารกลูซิด อมิโนแอซิด และเกลือแร่ต่างๆ ซึ่งจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นไว้ใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังอ่อนนุ่ม คืนความชุมชื้นตามธรรมชาติให้กับผิวหน้า นอกจากนี้แล้ว แตงกวายังสาร ซิสติน (cystin) และ เมธิโอนิน (methionin) ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น ความยืดหยุ่นนี่แหละสำคัญนัก คือ ถ้ายืดแล้วยืดเลยนี่สิยุ่ง เพราะมันกลายเป็นย่น ดังนั้น จึงมีการใช้แตงกวาลบรอยเหี่ยวย่นมาแต่โบราณกาล

แตงกวา ยังเป็นเครื่องสำอางที่แปลก คือ ช่วยทำให้หน้าชุ่มชื้น แต่ไม่ทำให้หน้ามัน ทั้งยังมีฤทธิ์กระชับรูขุมขนทำให้ผิวนวนเนียน ลดการเกิดสิว ทั้งยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้ออ่อนๆ แตงกวาจึงเหมาะจะเป็นเครื่องสำอาง พอกหน้าของคนเป็นสิว

ปัจจุบันบริษัทเครืองสำอางทั่วโลก ใช้สารสกัดแตงกวาใส่ในครีมต่างๆ เช่น ครีมกันแดด ครีมลบรอบเหี่ยวย่น ครีมเพิ่มความชุ่มชื้น ครีมรักษาผิวมัน ครีมลบจุดด่างดำบนใบหน้า และยังผสมใส่ในแชมพู และโลชั่นต่างๆ ความเข้มของสารสกัดที่ใช้เครื่องสำอางเหล่านั้นอยู่ระหว่าง 1-10%

จะว่าไปแล้ว บ้านเรามีแตงกวาอยู่ในครัวอยู่แล้ว หากไม่รู้จักใช้ประโยชน์ก็น่าเสียดาย เพียงเราหั่นแตงกวาตามขวางมาพอกหน้าไว้สักพัก หรือนำแตงกวาปลอกเปลือกแล้ว นำไปปั่นในเครื่องปั่นคั้นเอาแต่น้ำมาทาหน้า น้ำแตงกวาที่ว่านี้ใช้สดๆ ดีที่สุดแต่ก็สามารถเก็บไว้ใช้ในตู้เย็นได้ประมาณ 2 วัน แต่ถ้าต้องการเก็บไว้นานๆ ก็นำแตงกวา 4 ส่วน กลีเซอรีน 3 ส่วน น้ำ 1 ส่วน ปั้นเข้าด้วยกัน จากนั้นกรองผ่านผ้าขาวบางนำน้ำที่กรองได้ เก็บไว้ใช้ได้ประมาณ 1 ปี แต่ควรจะเก็บในที่เย็น เพราะสารในแตงกวาที่มีประโยชน์ต่อผิวหน้าไม่ทนความร้อน

ส่วนท่านที่ต้องการที่จะทำครีมแตงกวาใช้เอง ก็หาครีมหรือโลชั่นแตงกวาที่ใช้กันอยู่แล้ว นำมาเติมแตงกวาในกลีเซอร์รีนสัก 2-4 ช้อนชาต่อ 100 กรัมคนให้เข้ากันเก็บไว้ใช้เป็นครีมแตงกวาทาผิว ปัจจุบันในเมืองไทยมีการนำสารสกัดแตงกวา มาทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่หลากหลาย นับเป็นสิ่งดีที่ในสังคมของเรา เริ่มที่จะมาคิดค้น พัฒนา สร้างสรรค์จากสิ่งที่เรามี ไม่ใช่เอาแต่ซื้อๆ และการซื้อของคนในบ้านเรานั้นบางครั้งก็จำเป็น บางครั้งก็ไม่จำเป็น การซื้อที่แพงและไม่จำเป็นก็คงเป็นการซื้อยี่ห้อ เครื่องสำอางสูตรเดียวกัน ต้นทุนเท่ากันราคาอาจจะแตกต่างกันเป็นสิบเท่า และถ้าผู้บริโภคทราบราคาต้นทุนวัตถุดิบของเครื่องสำอางต่างๆ แล้วจะตกใจ ว่าจริงๆ แล้วเราจ่ายเป็นค่าความมั่นใจแพงจริงๆ แต่บางทีเราก็ไม่สามารถจะเลี่ยงได้ ก็ขอให้คิดถึงของไทยๆ เลือกของที่คนไทยทำ ในยามที่ชาติเกิดวิกฤติเช่นนี้ การปอกแตงกวาปั่นคั้นออกมาเป็นน้ำ ปรุงแต่งให้สาวไทยใช้ได้อย่างคงความเป็นแตงกวาเอาไว้ เป็นกิจกรรมที่น่าชมเชยอย่างหนึ่ง ของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรที่ทำครีมแตงกวาออกมาในระดับที่พอจะแข่งกับของนอกได้แต่ในราคาที่แตกต่างกันลิบลับ และก็น่าชมเชยอีกหลายๆ แห่งที่ที่ได้มีความพยายามเช่นนี้เช่นกัน

การผลิตสิ่งที่ไทยมีเพื่อที่จะให้คนไทยใช้นั้น น่าจะเป็นวัตถุประสงค์ต้นๆ ของการพัฒนาใดๆ ในสังคมเรา การทำครีมแตงกวา ต้องจากสารสกัดแตงกวาที่ปลูกในประเทศไทย ไม่ใช่ต้องใช้แต่สารสกัดแตงกวา ที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ เจ้าสารสกัดแตงกวานี้เดินทางมาค่อนโลกแล้ว ค่อยนำมาผลิตในบ้านเรา แค่ค่าเดินทางของสารสกัดก็แพงโขแล้ว กว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์เรา ก็ต้องจ่ายอีกมากทีเดียว ทำไมเราไม่ใช้อะไรที่สดกว่า ถูกกว่า ก็ปั่นแตงกวาใช้เองดีที่สุด

 

มังคุด : รักษาแผล ดูแลผิวหนัง

 

ผลมังคุดนั้นได้ชื่อว่า เป็นราชาผลไม้ของโลก ประเทศเขตร้อนชื้นแบบบ้านเราโชคดีจริงๆที่มีผลไม้อร่อยๆ เช่นนี้ แต่เขตร้อนชื้นที่ว่านี้ก็ทำให้เกิดโรคอับชื้น ผดผื่นคันหรือโรคผิวหนังอื่นๆ ได้ง่ายๆ เช่นกัน และก็ต้องใช้เปลือกเจ้าผลไม้ที่ขึ้นในเขตร้อนชื้นที่ชื่อ "มังคุด" นี่แหละเป็นยารักษา กล่าวคือ นอกจากจะให้รสชาติที่พิเศษสุดแล้ว มังคุดยังเป็นยาได้ทั้งราก ใบ ผล และเปลือกผล สรรพคุณทางยาที่สำคัญคือ การใช้เปลือกผลในการรักษาแผล

การรับประทานมังคุดทำให้การขับถ่ายดีขึ้น น้ำต้มรากมังคุดจะช่วยรักษาอาการประจำเดือนไม่ปกติ น้ำต้มของใบมังคุดกับกล้วยดิบ ผสมทิงเจอร์เบนซอยด์เล็กน้อย ใช้รักษาแผลจากการขลิบตามพิธีทางศาสนาอิสลาม น้ำต้มของเปลือกมังคุดแห้งใช้รับประทานแก้บิดมานานนับศตวรรษ ในหลายประเทศที่มีมังคุดให้ลิ้มลอง

ในเมืองไทยใช้เปลือกมังคุดตากแห้งฝนกับน้ำดื่ม แก้อาการท้องเสีย เปลือกมังคุดตากแห้งใช้ทาแผลพุพองเน่าเปื่อย ด้วยสรรพคุณดังกล่าวนี้เอง จึงมีการนำเอามังคุดมาเป็นส่วนผสมทำสบู่สมุนไพร ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ใช้ไม่น้อย

ที่เป็นเช่นนี้เพราะในเปลือกมังคุดมี "แทนนิน" สารอะไรที่มีรสฝาดๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีสารแทนนินอยู่ทั้งนั้นในตำรายาไทยมักจะกล่าวถึงสารรสฝาดว่า มีฤทธิ์ชอบสมาน โดยจะช่วยในการรักษาอาการท้องเสีย และรักษาแผลพุพองต่างๆ โดยแทนนินมีฤทธิ์ตกตะกอนโปรตีน และส่วนใหญ่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค

แทนนินมีอยู่สองแบบ แบบหนึ่งสามารถถูกแยกออกเป็นโมเลกุลเล็กๆ ได้เรียก ไฮโรไลซ์ แทนนิน ให้เป็นกอลลิก เอซิก (gallic acid) เป็นสารที่มีสี ในเปลือกมังคุด ยังมีแทนนินอีกพวก เรียกคอนเดนส์ แทนนิน (condensed tannin) หรือเรียกอีกอย่างว่า โปรแอนโทรไซยานิน (proanthrocyanin) สารโปรแอนโทรไซยานินที่ไม่มีสีนั้น นอกจากพบในเปลือกมังคุดแล้ว ยังพบมากในเม็ดองุ่น มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก ปัจจุบันมีผู้ใช้ความฝาดของเปลือกมังคุดทำไวน์เปลือกมังคุด โดยใช้เปลือกมังคุดครึ่งกิโลกรัม ในการทำไวน์มังคุด 20 กิโลกรัม เพื่อช่วยให้รสไวน์จับลิ้น และหวังผลในแง่การต้านอนุมูลอิสระ และนอกจากสารพวกแทนนินแล้วในเปลือกมังคุดยังมีสารตัวอื่นที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย การที่สารต้านอนุมูลอิสระนั้น ก็หมายความว่า หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสามารถ ใช้ชะลอความชราของเซล และช่วยทำสารสารพิษที่จะมาทำร้ายเซลได้

การที่เปลือกมีมังคุดมีรสฝาด จึงช่วยสมานผิวทำให้รูขุมขนกระชับ เมื่อรูขุมขนกระชับโอกาสที่เชื้อโรค สารพิษ จะแทรกเข้าผิวหนังผ่านรูขุมขนก็ยากขึ้น คนโบราณเมื่อเป็นตุ่มคัน อับชื้นเขาจะแนะนำให้ใช้เปลือกมังคุดต้มอาบ หรือใช้ชะล้างตุ่มคันเหล่านั้น และนอกจากนั้นเมือเป็นแผลในปากหรือเหงือกบวม ก็แนะนำให้ใช้เปลือกมังคุดต้มอมบ้วนปากอีกด้วย

และนอกจากนี้จากการทดลองในห้องทดลอง ยังพบว่า สารบางตัวในเปลือกมังคุด ช่วยทำให้กระตุ้นให้เซล phagocyte ในร่างกายของคนที่ทำหน้าที่ทำลายเชื้อแบคทีเรีย สามารถทำหน้าที่ได้ดีขึ้น

ดังนั้นจึงเห็นว่ามังคุด เป็นผลไม้ที่มีศักยภาพ ทั้งทางด้านอาหารและยา เปลือกมังคุดที่เป็นของเหลือใช้ทางการเกษตรนั้น สามารถนำมาพัฒนาได้หลากหลาย เช่น มีการนำมาผสมกับสบู่ถูตัวเป็นสบู่เปลือกมังคุด ผู้ที่มีกลิ่นตัว ผิวมันมาก เป็นตุ่มคัน มีสิวเห่อเป็นประจำเวลาอับชื้น มักนิยมซื้อสบู่เปลือกมังคุดไปใช้ หรือบางรายก็นำเปลือกมังคุดพัฒนาเป็นไวน์ตามที่กล่าวมาแล้ว ส่วนท่านที่รับประทานมังคุดแล้ว ไม่ต้องรอให้ใครมาแปรรูปให้ยุ่งยาก เพียงนำเปลือกมังคุดไปทำความสะอาด แบ่งเป็นสี่ส่วน (เพื่อที่จะทำให้แห้งได้ง่าย) จากนั้นนำไปตากแดด แล้วเก็บไว้ในภาชนะปิดสนิท ใช้รักษาแผล ผดผื่นคันต่างๆ ชะงัดดีนัก

 

เพกา : ผักพื้นบ้านต้านโรค

 

ฝักอ่อนของ เพกาเป็นผักพื้นบ้านชนิดหนึ่ง ยังพอหาได้ตามตลาดสดในหลายๆ จังหวัด ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเพกาสามารถขึ้นได้ตามที่รกร้างทั่วไป สามารถเจริญได้ดีในดินแทบทุกชนิด ฝักอ่อนของเพกาที่ยังไม่แข็ง มีรสขมร้อน นิยมรับประทานเป็นผัก แต่อาจจะต้องนำไปเผาไฟให้ไหม้เกรียม แล้วขูดเอาผิวที่ไหม้ไฟออก นำไปหั่นเป็นฝอยแล้วคั้นน้ำทิ้งหลายๆ ครั้ง หลังจากนั้นนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น ผัดหรือแกง หรืออาจรับประทานเป็นผักแกล้มลาบ ก้อย ยำ บางรายก็รับประทานเป็นผักสดๆ หรือลวกกินกับน้ำพริก ยอดอ่อน และดอกเพกานั้นสามารถรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกได้เช่นเดียวกัน ส่วนฝักที่แก่แล้วของเพกาจะแตกออกแล้วมีเมล็ดที่มีปีกบางๆ สีขาว ปลิวลอยล่องไปตามลมสวยงามมาก เมล็ดของเพกาเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในน้ำจับเลี้ยง เป็นยาเย็น มีฤทธิ์แก้ไอขับเสมหะ

เพกาจัดเป็นสมุนไพรที่หมอยาพื้นบ้านใช้มากชนิดหนึ่ง ทั้งในส่วนของใบ เปลือก ราก ใบของเพกาเป็นยาเย็น เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของยาเขียว โดยใบมีสรรพคุณฝาดขม ต้มน้ำดื่ม แก้ปวดข้อ แก้ปวดท้อง เจริญอาหาร รากมีรสฝาดขม เป็นยาแก้ท้องร่วง ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อักเสบฟกบวม เปลือกต้นรสขมเย็น เป็นยาฝาดสมาน ดับพิษโลหิต ดับพิษกาฬ แก้น้ำเหลืองเสีย ป่นเป็นผงหรือชงกินกับน้ำ ใช้ขับเหงื่อ แก้ไขข้ออักเสบเฉียบพลัน เป็นยาขมเจริญอาหาร ต้มกินแก้เสมหะจุกคอ ขับเสมหะ ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ บำรุงโลหิต แก้บิด แก้จุกเสียด ฝนกับสุรากวาดปากเด็กแก้พิษซาง แก้ละออง ใช้ทาแก้ปวดฝี แก้ฟกบวม ผงเปลือกผสมขมินชันเป็นยาแก้ปวดหลังของม้า

แต่การใช้ประโยชน์ของฝักเพกาอ่อนบางอย่าง ไม่ค่อยได้รับการเปิดเผยนักคือ มีหมอยาพื้นบ้านเล่าว่า เพกานั้นเป็นยาโป๊วที่ไม่เป็นสองรองใคร สามารถใช้ได้ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ซึ่งตามศาสตร์ตะวันออกแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ เพราะเพกามีรสขมร้อน และยังมีรายงานทางเภสัชวิทยาพบว่า เพกามีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอล ซึ่งการที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลนั้น ก็จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น อะไรๆ มันก็ดีขึ้นเอง

และรายงานการศึกษาที่น่าสนใจอีกชิ้นหนึ่ง คือ มีการวิจัยผักพื้นบ้านไทยของคุณเกศินี ตระกูลทิวากร จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อที่จะดูว่าผักพื้นบ้านชนิดใดบ้าง ที่มีคุณสมบัติในการต้านการก่อมะเร็ง จากผักทั้งหมด 48 ชนิด เพกาเป็นผัก 1 ใน 4 ชนิดที่มีฤทธิ์ต้านการก่อมะเร็งสูงสุด ซึ่งไม่น่าเป็นที่แปลกใจเลย เนื่องจากในฝักเพกามีวิตามินซีสูงมาก สูงถึง 484 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ในขณะที่มะนาว (แหล่งวิตามินซีที่ฝรั่งรู้จัก) มีเพียง 20 มิลลิกรัม นอกจากนี้ฝักเพกายังมีวิตามินเอ 8221 มิลลิกรัมใน 100 กรัม พอๆ กับตำลึงทีเดียว

ถ้าเรา มองหาพืชผักที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่คอยทำเซลล์ของร่างกาย ทำให้เซลล์เกิดความไม่สมดุล จนเกิดกลายเป็นมะเร็ง จนเกิดการแก่ชราก่อนกำหนด ดูเหมือนเพกาจะเป็นสมุนไพรที่เหมาะที่สุด ที่จะปกป้องเซลของคนเรา จากอนุมูลอิสระ เพราะมีทั้งวิตามินเอ และวิตามินซีในปริมาณสูง ซึ่งวิตามินทั้งสองจะทำงานร่วมกับวิตามินอีที่มีในรำข้าว ในข้าวกล้อง ส่วนเซเลเนียม มีมากในข้าว หอม กระเทียม หอมใหญ่ มะเขือเทศ จมูกข้าวสาลี และอาหารทะเล ดังนั้นถ้ากินยำฝักเพกา (อาหารเหนือ) กับข้าวกล้องก็ถือว่าสมบูรณ์แบบ

ยำฝักเพกา มีส่วนประกอบดังนี้ ฝักเพกา 1 ฝัก พริกสด 3 เม็ด ขิง 3.. ข่า 1 แว่น กระเทียม 4 กลีบ ปลาร้า 1 ช้อนโต๊ะ นำฝักเพกามาเผาไฟให้สุก ห่อด้วยใบตอง ใช้เวลาเผาประมาณ 15 นาที ขูเอาผิวออก หั่นตามขวางเป็นชิ้นเล็กๆ โขลกพริกขิงข่า กระเทียม ให้ละเอียด ปลาร้าต้มสุกเหลือน้ำประมาณ 5-6 ช้อนโต๊ะ จากนั้นนำเครื่องยำและเพกามาคลุกให้เข้ากัน นำยำเพกามารับประทานกับข้าวกล้อง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกินอาหารเสริมต้านมะเร็งตัวไหนๆ

 

รางจืด : แก้พิษ แก้เมา (ค้าง)

 

สรรพคุณรางจืดตามตำรายาไทย กล่าวไว้ว่า รางจืดรสเย็น ใช้ปรุงเป็นยาเขียวถอนพิษไข้ ถอนพิษผิดสำแดง และพิษอื่นๆ ใช้แก้ร้อนในกระหายน้ำ รักษาโรคหอบหืดเรื้อรัง และแก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆ ด้วย ใช้แก้พิษเบื่อเมา เนื่องจากเห็ดพิษ สารหนู หรือแม้ยาเบื่อประเภทยาสั่ง ได้ผลชะงัดนักแล สำหรับในหมู่นักเลงเหล้ารุ่นเก๋ากึ๊ก ย่อมรู้ดีว่ารางจืดช่วยถอนพิษสุราด้วย

จากประสบการณ์ผู้ใช้ สิ่งที่ยอมรับคือ หากดื่มสุราจัดเกินขนาด แล้วเกิดอาการแฮงก์โอเวอร์หรือเมาค้าง รางจืดถอนได้แน่ หรือตามประสบการณ์ในวงเหล้า หากเคี้ยวหรืออมเถารางจืดไว้ใต้ลิ้น เมื่อดื่มเหล้ามากแต่เมาน้อย

ยังมีรายงานการศึกษารางจืดพบว่า แก้โรคพิษสุราเรื้อรัง นอกจากนี้ผู้นิยมสมุนไพรยังแจ้งผลการใช้มาว่า แก้พิษได้อีกหลายอย่าง เช่น สุนัขแสนซื่อซึ่งเฝ้าบ้านเก่งโดนวางยาเบื่อ ก็รอดชีวิตมาเพราะเจ้าของคั้นน้ำรางจืดให้กิน หรือในอดีตใครที่ถูกวางยา ก็มักแก้ด้วยรางจืด รวมทั้งพิษเบื่อเมาจากอาหาร เช่น เห็ด ผักหวาน ว่านพิษ หรือพิษจากสัตว์

สรรพคุณที่เป็นรูปธรรมของรางจืดยังมีอีกมาก เช่น สามารถแก้อาการท้องร่วง อาการแพ้ ผื่นคัน เนื่องจากอาหารเป็นพิษ

รางจืดที่ใช้ในการขจัดสารพิษและแก้เมาค้างนั้น คือ รางจืดเถา ชนิดดอกสีม่วง เพราะมีโอสถสารที่รากและใบแรงกว่ารางจืดชนิดอื่น

วิธีใช้ก็ง่ายมาก จะใช้อย่างสดหรืออย่างแห้งก็ได้ อย่างสดก็เด็ดใบรางจืดมา 4-5 ใบ โขลกตำผสมน้ำหรือน้ำซาวข้าวยิ่งดี แล้วคั้นเอาน้ำดื่ม หรือจะใช้ รางจืดแห้ง 300 กรัม (3 ขีด) ต่อน้ำ 1 ลิตร และให้ดื่มน้ำรางจืด 200 cc. ทุก 2.. แต่หากท่านใดสนใจจะชงดื่มเป็นชา

มีวิธีชงดังนี้ นำใบรางจืดแห้ง 1 หยิบมือ ชงกับน้ำเดือด 1 กาเล็ก (ใส่น้ำประมาณ 8 แก้ว) ดื่มต่างน้ำทั้งวัน ชงดื่มได้ทุกวันโดยไม่มีอันตรายใดๆ นอกจากจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงบ้างเล็กน้อย

ส่วนการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์นั้น มีการศึกษาครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทดลองในหนูขาว ให้หนูได้รับพิษโฟลิดอล ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่ง อยู่ในกลุ่มออร์กาโนฟอตเฟต ก็พบว่าใบรางจืดสามารถลดอัตราการตายของหนูจากพิษโฟลิดอลได้ดีพอควร แม้ยังไม่รู้ถึงกลไกการแก้พิษร้ายนี้ก็ตาม

และเมื่อราว ๖-๗ ปีก่อน มีความพยายามแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรที่ได้รับสารพิษทางการเกษตร จำพวกยาฆ่าปราบศัตรูพืชต่างๆ โดยโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี ได้ทำกาศึกษา โดยเก็บ ข้อมูลเบื้องต้น ในการใช้รางจืดรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากยาฆ่าหญ้าตัวฉกาจ คือ "พาราควอท" (ชื่อการค้ากรัมม็อกโซน) ที่โฆษณาว่าปราบหญ้าเก่งนัก ซึ่งก็เท่ากับอันตรายสุดๆ ด้วย

ก่อนการทดลอง เมื่อดูข้อมูลย้อนหลังไป ๓ ปี พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับพาราควอทแล้วมาโรงพยาบาลมีแต่หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี แม้ว่าจะทำการักษาตามขั้นตอนของการแก้พิษ ให้ทั้งยาขับปัสสาวะ ยาถ่าย ทำให้อาเจียนและล้างท้องก็ยังไม่รอด แต่หลังจากใช้รางจืดรักษาควบคู่กับวิธีของทางโรงพยาบาล พบความอัศจรรย์ว่า ผู้ป่วยรอดชีวิตร้อยละ ๕๑ ดีกว่าแต่ก่อนครึ่งต่อครึ่ง

สรรพคุณที่ฮิตที่สุดของรางจืดในปัจจุบันเห็นทีจะไม่พ้นการเมาค้าง หรือดื่มหนัก (ไม่ขับ) วิธีใช้ ว่ากันตามแบบฉบับคลาสสิก ใช้ได้ทั้งการกินสดๆ และแห้ง คือ เอาใบสด ๔-๕ ใบ ใส่ครกตำผสมน้ำ ถ้าได้น้ำซาวข้าวยิ่งดี แล้วคั้นเอาน้ำดื่ม หรือจะใช้ส่วนที่เป็นราก และเถารางจืดสดตำคั้นก็ได้ ส่วนวิธีแห้ง ซึ่งเป็นที่นิยมในเวลานี้ คือ การนำใบแห้งมาชงกับน้ำดื่ม เหมือนชงชาจีนนั่นแหละ ส่วนความเข้มของยาแล้วแต่จะชงอ่อนชงแก่ ปัจจุบันมีผู้นำชารางจืดมาทำการค้าหลายราย เชิญเลือกใช้ตามดุลพินิจ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thunbergia laurifolia Linn.

ต้องจำไว้ให้ดีว่าที่คณะแพทย์ศาสตร์เชียงใหม่ กับที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ก็ใช้รางจืดเถาตัวนี้แหละ

รางจืดชนิดเถา : ชื่อวิทยาศาสตร์ Thunbergia Laurifolia Linn

 

เสลดพังพอนตัวเมีย : ท้ารบโรคผิวหนัง

 

เสลดพังพอนตัวเมียในพื้นที่ต่างๆ จะมีชื่อเรียกต่างงงๆ กันไปกันไป เช่น พญายอ พญาปล้องทอง พญาปล้องคำ จะเห็นได้ว่า เสลดพังพอนตัวเมียเป็นพฤกษามีศักดิ์สูง จึงมีบรรดาศักดิ์นำหน้า "พญา" เมื่อต้นแก่จัดจะมีข้อปล้องเป็นสีเหลืองทอง มีบางถิ่นเรียกสมุนไพรตัวนี้ว่า ผักมันไก่ และผักลิ้นเขียดก็มี ถือว่าเป็นตระกูลเดียวกันหมด

เสลดพังพอนไม่ใช่สมุนไพรโนเนม มีสรรพคุณเลื่องลือเล่ากันมาช้านาน กลายเป็นตำนานยา คนแต่ก่อนถึงกับเชื่อกันว่า สมุนไพรตัวนี้สามารถแก้พิษงูได้ ฉายาเสลดพังพอนก็คงมาจากฤทธิ์พิศดารนี่เอง

เสลดพังพอนตัวเมีย นับเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณเด่นมากทางผิวหนัง โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เริ่มมีการใช้สมุนไพรเสลดพังพอนตัวเมียครั้งแรก ในการรักษาโรคเริม งูสวัด แผลในปาก มาตั้งแต่ปี พ..2529 ในรูปแบบของทิงเจอร์และกลีเซอรีน ซึ่งนับว่าเป็นโรงพยาบาลแห่งแรก ที่มีการนำสารสกัดจากสมุนไพรเสลดพังพอนตัวเมียมาใช้

ก่อนที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จะทำการพัฒนายาเตรียมจากเสลดพังพอนตัวเมีย(Clinacantus nutans Lindau) นั้น ได้ทำการรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับเสลดพังพอนในทุกๆ ด้าน ในยุคนั้นพบว่า มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อยู่น้อยมาก ชาวบ้านแถบภาคเหนือใช้กินเป็นอาหาร นิยมใส่แกงแคเรียกชื่อตามท้องถิ่นว่าผักมันไก่หรือผักลิ้นเขียด ชาวบ้านใช้เสลดพังพอน เยียวยาอาการต่างๆ ดังนี้

การใช้รักษาพิษจากสัตว์ต่างๆ

การใช้รักษาพิษงู ใช้เชือกรัดเหนือบาดแผลที่ถูกกัด เพื่อป้องกันไม่ให้พิษเข้าสู่หัวใจ ก่อนใช้ใบเสลดพังพอนตัวเมียรักษา ใช้เสลดพังพอนตัวเมียขนาดเพสลาด (ใบไม่อ่อนไม่แก่จนเกินไป) ประมาณ 25-30 ใบ นำมาล้างน้ำให้สะอาด ให้คนไข้เคี้ยวกลืนแต่น้ำ กากคายออกมาพอกแผล หรือจะนำมาตำผสมน้ำซาวข้าว สักครึ่งแก้วคั้นเอาแต่น้ำมารับประทานครั้งเดียวหมด แล้วใช้กากพอกที่ถูกกัด หรือจะใช้สุราโรงผสม โดยใช้ 28 ดีกรี สัก 3 ช้อนโต๊ะ กรองเอาแต่น้ำดื่มครั้งเดียว แล้วใช้กากพอกแผลเช่นเดียวกัน ใบเสลดพังพอนจะช่วยดูดพิษ คนที่ถูกงูกัดจะหายปวดภายในเวลา 30-45 นาที (เนื่องจากในรายที่ถูกงูพิษกัด ไม่แนะนำให้ใช้สมุนไพร เนื่องจากมีอันตรายสูง ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษา ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า)

การรักษาพิษของแมลงสัตว์กัดต่อยอื่น ก็เช่นเดียวกันกับพิษงู บางทีชาวบ้านจะดองใบเสลดพังพอนตัวเมียไว้ใช้ อาจจะดองเดี่ยวๆ หรือพิมเสนร่วมด้วยก็ได้

การรักษาโรคเริม

ใช้ใบเสลดพังพอนสดๆ ประมาณ 15-20 ใบผสมด้วยเหล้า 28 ดีกรี 3ช้อนโต๊ะ ตำคั้นน้ำทาและใช้กากพอกตรงตุ่มเริม สัก 2-3 วันก็จะหายเป็นปกติ

การรักษาโรคงูสวัด

ใช้เสลดพังพอนตัวเมียสดๆ 15-20 ใบตำผสมเหล้าโรง 28 ดีกรี แล้งใช้พอกตามตุ่มของงูสวัดให้ทั่ววันละ 2-3 ครั้งติดต่อกันทุกวัน และใช้ใบสดอีกประมาณ 15-20 ใบ ตำกับน้ำซาวข้าวครึ่งถ้วยชา วันละสองครั้งก่อนอาหารเพื่อขับพิษ

การรักษาโรคฝี แผลที่ผิวหนังและอื่นๆ

โรคเกี่ยวกับผิวหนัง เช่น ฝี (abscess) ไฟลามทุ่ง (cellulitis) ใช้วิธีเดียวกับการรักษางูสวัด นอกจากนั้นหากเป็นลมพิษ ผื่นแพ้ ใช้ใบเสลดพังพอนตัวเมีย ตำกับดินสอพองผสมน้ำเล็กน้อย ทาหรือใช้ตำผสมเหล้าโรงทาก็ได้

รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก

ใช้ใบเสลดพังพอนตัวเมีย ตำเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันงา ใช้ทาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก สามารถดับพิษร้อนได้ และทำให้แผลหายเร็วขึ้น

รักษาคางทูม

โดยใช้ใบเสลดพังพอนตัวเมียสดๆ 10-15 ใบตำให้ละเอียด ผสมกับเหล้าโรง ใช้น้ำยาทาบริเวณที่บวม อาการบวมจะหายไป และอาการเจ็บปวดจะหายไปในเวลา 30 นาที

รักษาผดผื่นคัน

ใช้เสลดพังพอนตัวเมียโขลกให้ละเอียดผสมกับดินสอพองทาแก้ผดผื่นคัน แก้พิษอีสุกอีใส

ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัย เกี่ยวกับเสลดพังพอนตัวเมียอย่างกว้างขวาง ในการรักษาโรคเริม งูสวัด พบว่า ได้ผลดีกว่ายาแผนปัจจุบัน

อันที่จริงเริมและงูสวัด เป็นโรคที่ไม่ต้องรักษาก็หายเองได้ภายใน 2-3 อาทิตย์ แต่ถ้าเป็นคนสูงอายุจะประมาณ 4-5 อาทิตย์ อย่างงูสวัดเป็นครั้งเดียวจะไม่กลับมาเป็นอีก เหมือนหัดและอีสุกอีใส ส่วนเริมนั้นไม่มีทางหายขาด จะเป็นๆ หายๆ ไปตลอดชีวิต ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกาย

แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่อเกิดเป็นเริมและงูสวัดขึ้น ก็ต้องวิ่งหาหมอแพทย์ หรือหมอตี๋เพื่อหายารักษา เสียเงินทองกันมากมาย บางรายอาจจะเสียค่ารักษาเป็นหมื่นก็มี คนที่เคยเป็นเริมและงูสวัดคงจะรู้ดีอยู่ว่า โรคผิวหนังชนิดนี้มันเจ็บปวดทรมานแค่ไหน ยิ่งถ้าเป็นเริมในของลับแล้ว อย่าบอกใครเชียว

ในทางแพทย์ถือว่า เริมในอวัยวะเพศเป็นกามโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งติดต่อกันได้ง่าย ถ้าเป็นในสตรีมีครรภ์ อาจจะเป็นอันตรายแก่เด็กในท้องได้ หรือถ้ารอยโรคลุกลามเป็นไฟลามทุ่ง หรือแบบขยุ้มตีนหมาเข้าแล้ว ก็ยิ่งทุกข์ทรมานเป็นทวีตรีคูณ และกว่าจะหายเองอาจจะกินเวลาร่วมเดือน บางทีอาจจะมีไข้แทรกซ้อนด้วย

ดังนั้น จึงไม่มีใครยอมปล่อยให้โรคเริมงูสวัดเป็นไป และหายเองโดยไม่รักษา

แม้กรณีของโรคเริมจะมีโอกาสกลับมาอีก แต่ความถี่ของการเป็นซ้ำจะห่างออกไป หรือแทบไม่กลับมาเป็นซ้ำอีกเลย ถ้าร่างกายไม่โทรม หรือจิตไม่เครียดจัด

ดังนั้น ท่านที่มีนัดกับเริมซ้ำซาก หรือเพิ่งพานพบกับงูสวัดเป็นหนแรก ไม่ต้องรู้สึกทุกข์ทรมานจนสิ้นหวังอีกต่อไป เพราะเสลดพังพอนใช้ได้ผลดี และราคาไม่แพง มีใช้ในรูปของครีม

และนอกจากนี้แล้วเสลดพังพอนยังสามารถใช้ ในรูปแบบของคาลาไมน์เสลดพังพอน ใช้แก้คัน ใช้ในรูปของยาหม่องเพื่อแก้ฟกช้ำดำเขียว ในรูปแบบของกลีเซอรีน เพื่อใช้กับแผลในปาก ถ้าท่านปลูกเสลดพังพอนไว้ ทำใช้เองตามวิธีของชาวบ้านก็ได้ผลดีเช่นเดียวกัน ถ้าปลูกเสลดพังพอนไว้ก็ท้ารบกับโรคผิวหนังได้เลย

 

หญ้าปักกิ่ง : ความเมตตา และความหวัง

 

สมุนไพรหญ้าปักกิ่ง เริ่มสะสมชื่อเสียงความนิยมมาอย่างเงียบๆ ในหมู่ญาติพี่น้องของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง ใครๆ ก็รู้ว่าคนที่เป็นมะเร็งนั้นมีความรู้สึกเหมือนถูกโทษประหารชีวิต การรักษาแบบแผนปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่ารักษาหาย แต่กลับมีผลข้างเคียงจากการรักษาที่เห็นผลทันตาจากการฉายแสงหรือเคโมเทอราปีส์ เมื่อมีอะไรที่เป็นทางเลือกและความหวังผู้ป่วยมะเร็งก็จะไม่รอช้าที่จะแสวงหา

หญ้าปักกิ่ง เป็นสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ ที่สมควรเผยแพร่ให้ความรู้กับประชาชนเพราะเป็นหญ้าที่ปลูกง่าย เตรียมปรุงยาง่ายไม่ซับซ้อน ถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็มีความปลอดภัย ที่สำคัญคือประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้

จากการสืบเสาะพูดคุยกับผู้รู้หลายๆ ท่าน เราพบว่าบุคคลหนึ่งซึ่งพอจะเป็นตำนานของหญ้าปักกิ่งในเมืองไทยได้คือ คุณลุงณรงค์ สุทธิกุลพาณิช ท่านเล่าว่าหญ้าปักกิ่งนั้นเป็นหญ้าจากมณฑลสิบสองปันนาของจีน แต่เผยแพร่เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไรนั้นไม่ปรากฏ

การที่หญ้าปักกิ่งเป็นที่รู้จักในหมู่ชน มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มาสนับสนุนการใช้เพื่อเป็นสมุนไพรสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง รวมทั้งมีการศึกษาว่าหญ้าปักกิ่งไม่เป็นพิษในขนาดที่มีการแนะนำให้รับประทานกันอยู่นั้น จะเกิดเสียมิได้เลย ถ้าไม่มีคนใจดีมีเมตตาพยายาม ที่จะเผยแพร่สมุนไพรต้นนี้ออกสู่สาธารณชน ด้วยจิตใจที่อยากจะช่วยคน โดยไม่หวังผลทางการค้า

ด้วยสติปัญญาที่รอบคอบ และชาญฉลาดของคุณลุงณรงค์ สุทธิกุลพาณิช เมื่อท่านเห็นลูกน้องของเพื่อนหายจากโรคมะเร็งด้วยการใช้หญ้าปักกิ่ง ท่านจึงรวบรวมเพื่อนช่วยกันปลูกหญ้าปักกิ่ง มาแจกจ่ายให้คนที่ต้องการ โดยท่านแจกหญ้าปักกิ่งมาตั้งแต่ปี 2515 ร่วมสามสิบปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ท่านทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ จนปัจจุบันที่ท่านอายุ 83 ปี

วิธีใช้และขนาดที่คุณลุงณรงค์ แนะนำให้กิน คือ นำหญ้าปักกิ่งสดที่ล้างสะอาดแล้ว 3 ต้น มาตำให้ละเอียดแล้วเติมน้ำต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ กรองผ่านผ้าขาวบาง เอามาคั้นน้ำดื่ม วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมงและก่อนนอน ควรตำคั้นทำเป็นวันต่อวันดีที่สุด ไม่ควรทำจำนวนมากหรือทิ้งไว้ค้างคืน และมีคนไข้บางรายมีญาติที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งอยู่ต่างประเทศ ขอร้องให้คุณลุงทำยาลูกกลอนหญ้าปักกิ่งให้ คุณลุงจึงทำเป็นยาลูกกลอนให้โดยให้รับรับประทาน 6 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาออภัยภูเบศร จึงได้นำยาลูกกลอนของคุณลุงณรงค์ มาชั่งหาน้ำหนัก แล้วบรรจุลงแคปซูลแทน เพื่อกันความชื้นหากต้องเก็บไว้นานๆ เพราะยาลูกกลอนชื้นง่าย

นอกจากคุณลุงจะแจกจ่ายหญ้าปักกิ่งให้กับผู้ป่วยมะเร็งแล้ว คุณูปการที่คุณลุงทำให้แก่แวดวงวิชาการด้านสมุนไพร คือ คุณลุงมีการบันทึกประวัติคนไข้ มีหลักฐานการใช้ มีการสัมภาษณ์อัดเทปไว้ กระตุ้นให้นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง มีความเชื่อมั่นที่จะนำหญ้าปักกิ่งมาศึกษาวิจัยในห้องทดลอง ทั้งยังเป็นผู้สนับสนุนวัตถุดิบสมุนไพรให้กับนักวิชาการ เพื่อจะได้ไม่ต้องหยิบต้นผิดๆ มาทำการศึกษา

จนปัจจุบันพบว่า ในหลอดทดลองนั้นหญ้าปักกิ่งมีผลต้านเซลมะเร็ง พวกมะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลมะเร็งเต้านม และที่สำคัญพบว่า หญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เจ้าภูมิคุ้มกันที่ว่านี้มันก็จะจัดการได้กับทุกเซลที่ผิดปกติไม่เลือกชนิด

แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า หญ้าปักกิ่งรักษามะเร็งได้ทุกชนิด แต่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็งบางชนิด โดยทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น

หญ้าปักกิ่งที่แจกจ่ายผ่านมือคุณลุงนั้นมิใช่ผู้ป่วยจะได้เพียงหญ้าปักกิ่ง ประสบการณ์ที่คุณลุงได้รับการบอกเล่า จากผู้ป่วยมะเร็งคนแล้วคนเล่าได้ถูกถ่ายทอด บางครั้งคำบอกเล่าของผู้ป่วยรายเก่าก็ถูกอัดใส่เทป เพื่อให้ผู้ป่วยรายใหม่ได้รับฟัง ก่อให้เกิดกำลังใจ และความหวัง ทั้งกำลังใจและความหวังนั้น จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง อันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะให้โรคที่เป็นอยู่มีอาการดีขึ้น

ความเป็นมิตรและการปลอบประโลม พร้อมคำแนะนำของคุณลุง ทำให้ประสบการณ์แห่งความสำเร็จ ในการเยียวยาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยมะเร็ง ด้วยหญ้าปักกิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น คุณลุงกลายเป็นผู้ให้คำปรึกษา (counselor) แก่ผู้ป่วยมะเร็งที่เชี่ยวชาญคนหนึ่ง แน่นอนว่าผู้ป่วยบางท่านได้จากไป หลายคนก็มีอายุยืนยาวกว่าคำทำนายของแพทย์

แต่สิ่งที่เหมือนกันสำหรับผู้กินหญ้าปักกิ่ง คือ แม้จะได้รับการรักษาแบบแผนปัจจุบัน ผู้ป่วยเหล่านั้นก็ทุกข์ทรมานน้อยลง จากผลข้างเคียงของการฉายแสงและเคโมเทอราปีส์

หญ้าปักกิ่ง หญ้าเทวดา (ใจดี) จึงเป็นความหวังของผู้ป่วยมะเร็ง ปลูกง่าย พึ่งตนเองได้ ไม่มีพิษ แต่น่าเป็นห่วงว่า ปัจจุบันหญ้าปักกิ่งถูกนำมาขาย จนกลายเป็นธุรกิจที่ประชาชนอาจสับสนในข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าเป็นเรื่องขนาดการกิน หรือวิธีใช้ที่มุ่งให้กินมากๆ เกินความจำเป็น หรือการปลูกที่อาจโด๊ปปุ๋ย หรือใส่สารเคมี

หญ้าปักกิ่งเป็นยาเย็นที่ช่วยปรับสมดุลแก่ร่างกาย เหมาะกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวของเมืองไทย เราสามารถทำน้ำหญ้าปักกิ่งรับประทานได้เอง ก่อนหน้าที่วิธีการของคุณลุงณรงค์จะได้รับการเผยแพร่นั้น ยุคแรกๆ ของการแนะนำให้ใช้หญ้าปักกิ่งจะแนะนำให้ตุ๋น กินแต่น้ำ เป็นยาบำรุงสุขภาพและยังระบุว่า สามารถใช้ในผู้ป่วยมะเร็งได้เช่นกัน

วิธีการใช้หญ้าปักกิ่งที่ดีที่สุด คงไม่พ้นในแบบของคุณลุงณรงค์ เพราะท่านมีข้อมลไว้มากที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า วิธีอื่นจะใช้ไม่ได้ผล ก็จำไว้แต่ว่าหญ้าปักกิ่งเป็นยาเย็น ไปฉายรังสีมาก็ร้อน ใช้เคมีบำบัดมาก็ร้อน ถ้าคิดว่ากินยาเย็นก็ไม่น่าจะมีผลเสียอะไร

 

หญ้าหนวดแมว : ชาเพื่อไต

 

นานมาแล้วที่โรงพยาบาลแผนปัจจุบันในต่างประเทศ เช่น ประเทศรัสเซีย และในยุโรปหลายประเทศเขารู้จัก นำหญ้าหนวดแมวมาใช้เป็นยาขับปัสสาวะ และใช้รักษาคนไข้ที่เป็นโรคไต ควบกับโรคหัวใจได้ด้วย ฝรั่งเขาจึงตั้งชื่อหญ้าหนวดแมวว่า "ชาสำหรับโรคไต" (kidney's tea)

ความจริงหมอแผนไทยและจีน รู้จักใช้หญ้าหนวดแมวรักษาโรคไตมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมาเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการ ในประเทศไทยเมื่อ พ..2528 โดย รองศาสตราจารย์นายแพทย์วีระสิงห์ เมืองมั่น แห่งภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ค้นคว้าวิจัยนำหญ้าหนวดแมว มาใช้รักษาผู้ป่วยโรคนิ่วในระบบปัสสาวะ เช่น นิ่วในไต นิ่วในท่อไต และนิ่วในระบบปัสสาวะ ฯลฯ ซึ่งเป็นสาเหตุของการปัสสาวะขัด ฉี่กะปริบกะปรอย

ก่อนอื่นเราคงต้องมารู้เรื่องนิ่วกันสักนิด โรคนิ่วแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ "นิ่วด่าง" กับ "นิ่วกรด" อันว่า "นิ่วด่าง" นั้นเกิดจากการกินน้ำที่มีหินปูน ซึ่งมีสภาพเป็นด่าง ทำให้แคลเซียมจับตัวเป็นเม็ดแข็งในไต และในท่อไต มักเป็นกันมากกับคนในภาคอีสาน ซึ่งในแหล่งน้ำมักมีหินปูนละลายอยู่ คนอีสานดื่มน้ำน้อยอีกต่างหาก เพราะขาดแคลนน้ำยิ่งทำให้เป็นโรคไตกันมากขึ้น

ศาสตราจารย์นายแพทย์อารี วัลยะเสวี นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นด้านโภชนาการ และนายแพทย์แม็กไซไซ เคยได้ประกาศผลการค้นคว้าว่า นิ่วด่างนั้น ไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำหินปูนเท่านั้น แต่การขาดอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และถั่ว ก็มีสิทธิเป็นนิ่วที่มีแคลเซียมจับตัวเป็นก้อนได้

นิ่วชนิดนี้จะเรียกว่า "นิ่วคนจน" ก็คงไม่ผิด เพราะส่วนใหญ่มักเป็นกับคนจน เป็นนิ่วชนิดที่คนทั่วไปรู้จักกันดี

ส่วนนิ่วอีกชนิดหนึ่งคือ "นิ่วกรด" เกิดจากการกินดีอยู่ดีมากเกินไปจะเรียกว่า "นิ่วคนรวย" ก็ว่าได้ สมุฏฐานของโรคนั้น ตรงข้ามกับนิ่วอย่างแรก นิ่วกรดเกิดจากกินอาหารเนื้อสัตว์มากเกินไป ซึ่งจะก่อให้เกิดกรดชนิดหนึ่งเรียกว่า "กรดยูริก" เมื่อมีกรดชนิดนี้มากเกินไป ก็จะทำให้เกิดโรคเกาต์ และโรคนิ่วได้

นิ่วที่เกิดจากกรดยูริกมีลักษณะร่วนเป็นทราย ถ่ายเอ็กซเรย์ไม่ค่อยเห็น พวกที่นั่งอั้นฉี่นาน ดื่มน้ำน้อย นิ่วชนิดนี้จะมีอาการฉี่ขัด ฉี่กะปริบกะปรอย ฉี่ไม่สุดสักที ปัสสาวะข้น ชาสมุนไพร "หญ้าหนวดแมว" จะเหมาะกับนิ่วชนิดนี้

ลักษณะเด่นของหญ้าหนวดแมว คือ มีดอกออกที่ยอดต้นคล้ายฉัตรเป็นชั้นๆ มีเกสรฟูพุ่งออกไปเป็นฝอยคล้ายกับหนวดแมว อันเป็นที่มาของชื่อ ดอกมีสีขาว หรือสีขาวอมม่วง สวยงามน่าชม จะปลูกเป็นไม้ปะดับบ้านก็ได้ ขึ้นง่ายไม่เลือกดิน ขอให้มีน้ำแฉะๆ ก็พอ ชอบแดดร่มรำไร

การเลือกต้นมาใช้ ควรเลือกต้นที่อวบแข็งแรง ดูได้จากใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมันไม่อ่อนละห้อยวิธีเก็บและการปรุงยานั้น ขอแนะนำตำรับของคุณหมอวีระสิงห์ เมืองมั่น คือ เด็ดเอาแต่ส่วนยอดของลำต้นยาวประมาณ ๑ คืบ ส่วนนี้คือ ส่วนที่มีใบอ่อนจนถึงใบจวนแก่จากนั้นนำยอดที่เด็ดได้มาล้างให้สะอาด ดอกไม่ใช้หั่นก้านอ่อนที่ติดใบเป็นชิ้นยาวขนาด 1-3.. ใบไม่ต้องหั่น ตากแดดจัด ๒ วันแห้งดีแล้วเก็บในขวดที่ปิดสนิท

การชงดื่มนั้นทำ เหมือนชงชาทั่วไป (ชาหญ้าหนวดแมว 5 กรัม หรือ 1 หยิบมือกับน้ำ 3 แก้ว) ดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร

จากการทดลองทางห้องทดลองพบว่า หญ้าหนวดแมวมี "เกลือโปแตสเซียม" ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ขับปัสสาวะ และช่วยขยายหลอดไตให้กว้างขึ้น จึงสามารถลดอาการปวดของท่อไต

ผู้ป่วยในรายที่เป็นนิ่วขนาดเม็ดมะละกอหรือเม็ดถั่วเขียว ชาสมุนไพรตัวนี้จะช่วยขับก้อนนิ่วออกมาได้สบายมากหลังจากดื่มยาเพียง 3-5 วัน บางคนกินคืนนี้พรุ่งนี้เช้านิ่วก็หลุดแล้ว ช่วยให้รอดพ้นมีดหมอไปได้

ตามธรรมดาชาสมุนไพรหญ้าหนวดแมว สามารถรักษาโรคนิ่วได้ ทั้งนิ่วจากแคลเซียมและนิ่วจากกรดยูริก แต่เนื่องจากหญ้าหนวดแมวทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง จึงรักษานิ่วจากกรดยูริก ซึ่งเป็นนิ่วของคนรวยได้ดีกว่า เพราะนิ่วชนิดนี้สามารถสลายได้ดีในด่าง

หญ้าหนวดแมว : ชื่อวิทยาศาสตร์ Orthosiphon aristatus Mig ชื่ออื่นๆ พยับเมฆ

 

อัญชัน : กินก็ได้ ทาก็ได้

 

อัญชันเป็นไม้เลื้อย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Chitoria ternatea Linn. ดอกอัญชันมีทั้งดอกซ้อนและดอกเดี่ยว (ดอกลา) มีทั้งอัญชันดอกขาว และอัญชันดอกน้ำเงิน ที่นิยมใช้มาปลูกผมปลูกคิ้วคือดอกม่วง อัญชันมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bulletfly pea หรือ Blue pea

คนยุค 2000 จะรู้จักอัญชันจากแชมพูสระผม และครีมนวดผม ที่มีการนำสาร สกัดจากอัญชันผสมลงไป เพราะคนโบราณเชื่อกันว่า อัญชันช่วยปลูกผมปลูกคิ้ว ดังเช่นในกาพย์ห่อโครงนิราศธารอโศกบรรยายไว้ว่า

"อัญชันคิดอัญชัน ทาคิ้วมันกันเฉิดฉาย ชำเลืองเยื้องตาชาย ชายชมนักมักแลตาม"

อัญชันจึงเป็นเครื่องสำอางสำหรับสาวสมัยก่อน ที่ยังไม่มีเทคโนโลยีในการเขียนคิ้วถาวร ทั้งช่วยทำให้คิ้วมันเฉิดฉายและช่วยปลูกคิ้ว ในเด็กที่ผมบางก็มักนิยมใช้อัญชันไปขยี้ทาหนังศรีษะไว้ เชื่อว่าน้ำคั้นจากดอกอัญชันทำให้ผมดกดำได้ ที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะว่า ดอกอัญชันมีสารแอนโทรไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเล็กๆ ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมมากขึ้น

ดอกสีน้ำเงิน มีสารจำพวกแอนโธไซยานิน (anthocyanin) ซึ่งเป็นสารที่จะเปลี่ยนสีตามความเป็นกรดด่าง ถ้าสภาพออกมาทางด่างจะให้สีน้ำเงินเข้ม ถ้าสภาพออกไปทางกรดจะให้สีออกแดง สีจากดอกอัญชันนิยมแต่งสีน้ำเงินในขนมต่างๆ เช่น ขนมเรไร ขนมขี้หนู ขนมน้ำดอกไม้ ขนมชั้น และยังสามารถทำให้ได้สีม่วง โดยนำดอกอัญชันมาบดเติมน้ำเล็กน้อย กรองคั้นเอาแต่น้ำซึ่งจะได้สีน้ำเงิน เติมมะนาวลงไปเล็กน้อยจะได้สีม่วง

นอกจากใช้อัญชันแต่งสีผสมอาหารแล้ว บางท้องที่ยังนิยมทำน้ำดอกอัญชันดื่มแก้กระหายอีกด้วย วิธีทำก็ง่ายมาก เพียงใส่น้ำลงในหม้อสัก 4 แก้ว ต้มให้เดือด หลังจากนั้นใส่ดอกอัญชันสดหรือแห้งก็ได้ประมาณ 1 หยิบมือ (4 กรัม) ต้มต่อสัก 5 นาที จะได้น้ำอัญชันสีน้ำเงินสวยใส ใส่น้ำตาลกรวดพอหวาน จะดื่มแบบร้อนหรือเย็นก็ได้

ปัจจุบันพบว่า สารแอนโธไชยานินที่มีอยู่มากในดอกอัญชันนี้ มีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ เช่น การเพิ่มความสามารถในการมองเห็น เนื่องจากสารตัวนี้ไปเพิ่มการไหลเวียนในหลอดเลือดเล็กๆ เช่น หลอดเลือดส่วนปลาย การเพิ่มการไหลเวียนของหลอดเลือดส่วนปลายนี้ จะทำให้กลไกที่ทำงานเกี่ยวกับการมองเห็นแข็งแรงขึ้น เพราะมีเลือดมาเลี้ยงมาขึ้น

มีการศึกษาวิจัยทางคลินิก เกี่ยวกับความสามารถของสารแอนโธไซยานิน ในการเพิ่มประสิทธิภาพของตา เช่น ตาเสื่อมจากโรคเบาหวาน โรคต้อหิน โรคต้อกระจก เป็นต้น

สารแอนโธไซยานินนี้ จะพบในผลไม้และดอกไม้ที่มีสีน้ำเงิน สีแดง หรือสีม่วง มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) จากธรรมชาติ โดยที่พืชจะสร้างสารนี้มา เพื่อป้องกันดอกหรือผลตัวเอง จากอันตรายของแสงแดดหรือโรคภัยของตัวเอง

คงไม่ต้องเดาว่า ถ้าเราจะทำน้ำดอกอัญชัน หรือผสมอัญชันเป็นสารแต่งสีในขนมต่างๆ เช่นขนมชั้น ขนมขี้หนู วุ้นกระทิ ถั่วแปบ ซ่าหลิ่ม ขนมเรไร ขนมดอกน้ำดอกไม้ เหล่านี้นั้น จะมีประโยชน์อย่างไรต่อสุขภาพ ตำรายาไทยยังได้กล่าวถึงสรรพคุณของอัญชันไว้ว่า รากมีรสเย็นใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ เป็นยาระบาย ช่วยบำรุงสายตา แก้ตากอักเสบ ตาฟาง ตาแฉะ นอกจากนี้ยังมีการนำรากอัญชันมาถูฟันแก้ปวดฟัน ทำให้ฟันคงทนแข็งแรง เมล็ดใช้เป็นยาระบายแต่จะทำให้คลื่นไส้อาเจียน

อัญชันปลูกง่ายมีสีสวย นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและยังสามารถใช้เป็นเครื่องสำอางชั้นดีได้อีกด้วย

 

กระเจี๊ยบแดง อาหารและยาสำหรับโรคทันสมัย : ความดัน คอเลสเตอรอล

 

กระเจี๊ยบแดงเป็นสมุนไพรที่คนไทยคุ้นเคยกันดี น้ำกระเจี๊ยบสีสวย เปรี้ยวหวานหอม กินแล้วสดชื่นดีจัง กระเจี๊ยบเป็นพืชเขตร้อน ที่พบได้ในหลายประเทศ กลีบเลี้ยงของดอกกระเจี๊ยบเป็นสมุนไพรที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในทุกประเทศที่มีกระเจี๊ยบ

ใบอ่อน ยอดอ่อนของกระเจี๊ยบสามารถรับประทานเป็นอาหารได้ โดยใช้ใส่ในแกงแต่งรสเปรี้ยว ใช้แต่งกลิ่น หรือรับประทานเป็นผักสด ลำต้นของกระเจี๊ยบยังสามารถใช้ทำเป็นเชือกปอได้ดีระดับหนึ่ง ดอกกระเจี๊ยบมีสีแดงโดยทั่วไปใช้แต่งสีในอาหาร ในไวน์ ในน้ำหวาน

ประเทศต่างๆ ที่ใช้กระเจี๊ยบเป็นยา เช่น ในแอฟริกาใต้ใช้เมล็ดกระเจี๊ยบต้มกิน เป็นยาขับปัสสาวะ และเป็นยาบำรุง และใช้น้ำมันจากเมล็ดรักษาแผลให้อูฐ ในแอฟริกาตะวันออกใช้ใบต้มน้ำกินแก้ไอ ลดความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ ลดคอเลสเตอรอล ลดความหนืดของเลือด ขับพยาธิ

ในอียิปต์ ใช้กลีบเลี้ยงต้มกินกับน้ำตาลวันละสามเวลา ใช้รักษาความดันโลหิตสูง ใช้ทั้งต้นต้มกินรักษาโรคหัวใจและโรคประสาท กินเป็นยาลดน้ำหนักเนื่องจากช่วยให้ระบาย และยังใช้เป็นยาช่วยฆ่าเชื้อในลำไส้

ส่วนกัวเตมาลา ใช้น้ำตาลต้มกลีบเลี้ยงแห้งเป็นยาขับปัสสาวะ ยาลดการอักเสบของไต ในอินเดียและแม็กซิโกใช้กระเจี๊ยบเป็นยาเหมือนๆ กันและยังใช้กระเจี๊ยบในทางคล้ายๆ กัน คือ ใช้ใบต้มน้ำกินด้วยเชื่อว่าจะทำให้เลือดบริสุทธิ์ และใช้ตากแห้งต้มน้ำกินแก้ไอ

ในประเทศไทย ใช้ใบสดและกลีบเลี้ยงทั้งสดและแห้งของกระเจี๊ยบต้มกิน แก้ไอ แก้นิ่ว ลดไข้ ขับน้ำดี โดยใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มหรือแกงกิน ใช้กลีบเลี้ยงแห้ง 5-10 กรัม ต้มน้ำหรือชงน้ำร้อนกิน

การใช้ประโยชน์ทางยาของประเทศต่างๆ ที่กล่าวมา ประเด็นของการลดคอเลสเตอรอล กับลดความดันโลหิตสูงนั้นเป็นประเด็นที่น่าสนใจ สำหรับคนยุคนี้ เพราะเป็นโรคที่ไม่หายขาด เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์

การที่จะต้องแสวงหาทางเลือกให้กับประชาชน เป็นสิ่งที่จะต้องช่วยๆ กันทำโดยเฉพาะการนำไปสู่การพึ่งตนเองด้านยา ทั้งในระดับครัวเรือน ระดับชุมชน และระดับประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ไม่มีปัญญา ผลิตยาแผนปัจจุบันได้เอง และยาสมัยใหม่ที่รักษาโรคพวกนี้ก็แพงแสนแพง

ถ้าเราไม่คิดกระบวนการส่งเสริมสุขภาพป้องกัน ไม่ให้เป็นโรคนี้เสียแต่แรก อีกไม่นานเราต้องเป็นทาสต่างชาติแน่นอนเพราะต้องซื้อยาแพงๆ พวกนี้กิน ซึ่งสักวันหนึ่งคนไทยอาจต้องจ่ายค่ายามากกว่าค่าข้าว

การมองหาทางเลือกในการรักษาโรค โดยเฉพาะด้านสมุนไพร สำหรับโรคแห่งความทันสมัยนั้น เป็นสิ่งจำเป็น กระเจี๊ยบนับว่าเป็นสมุนไพรที่น่าสนใจตัวเหนึ่ง เพราะจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า การทดลองในหนูโดยใช้กลีบเลี้ยงแห้ง ในความเข้มข้น 5% ของอาหารที่เลี้ยงหนูนั้น สามารถลดคอเลสเตอรอลได้

ในความเข้มข้นของกลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบ ในอาหารที่เท่ากัน คือ 5% นั้นยังสามารถลดไขมัน ลดไตรกลีเซอไรด์ในหนูได้เช่นกัน

นอกจากนั้นยังพบว่า จากการทดลองในแมว สารสกัดด้วยน้ำของกลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบ เมื่อฉีดเข้าเส้นแล้ว มีฤทธิ์ลดความดัน ส่วนน้ำต้มจากการทดลองให้คนกิน สามารถลดความดันโลหิตได้ และมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ โดยทำการทดลองในหนู เมื่อใช้น้ำต้มกลีบเลี้ยงในขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม สามารถเป็นยาขับปัสสาวะที่แรงมาก และในขนาดที่เท่ากันนี้สามารถขับยูริคได้ดีในหนูเช่นกัน และน้ำต้มจากดอกทดลอง ในคนสามารถเป็นยาขับปัสสาวะ เป็นยาลดความดันโลหิตสูง เป็นยาลดการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะ ภายหลังการผ่าตัดผู้สูงอายุที่เป็นนิ่วในไต ได้

ส่วนสารสกัดจากกลีบดอกของกระเจี๊ยบนั้น ช่วยระบายทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น ช่วยลดอาการบวม ช่วยยับยั้งการสร้างอะฟลาท๊อกซิน ช่วยปกป้องไม่ให้ตับถูกทำลาย นอกจากนี้ยังมีคล้ายฤทธิ์ฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อสตรีวัยทอง

ส่วนความเป็นพิษนั้น พบว่า การที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่งนั้น ต้องกินน้ำสกัดกระเจี๊ยบ 129.1 กรัมต่อน้ำหนักหนูหนึ่งกิโลกรัม คือ ถ้าเปรียบเทียบกับให้คนกินแล้ว คนหนักประมาณ 60 กิโลกรัมจะต้องกินกระเจี๊ยบประมาณ 7.8 กิโลกรัม คิดว่าคนทั่วไปคงไม่มีปัญญากินอยู่แล้วล่ะ เพราะท้องจะแตกตายก่อนที่จะเป็นพิษจากกระเจี๊ยบ

ดังนั้น แนวโน้มของกระเจี๊ยบ จึงมีแนวโน้มที่จะลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอลได้ ขับยูริคได้ จึงควรมีพัฒนาการปลูกกระเจี๊ยบ เพื่อให้ได้กระเจี๊ยบที่ดีมีสารสำคัญสูง มีการศึกษาวิจัยทางคลินิก เพื่อหาขนาดการกินที่แน่นอนในคน ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายนักวิจัยอย่างมาก

ในภาคประชาชน การที่เราจะช่วยกันปลูกกระเจี๊ยบกินเป็นผัก เป็นยา เป็นชาบำรุงสุขภาพ ตามแนวโน้มของสรรพคุณที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็จะเป็นการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูการใช้สมุนไพรของประเทศ ดอกกระเจี๊ยบก็สวยงาม ดูแล้วสดชื่นสบายใจ นอกจากนี้ในบางประเทศยังเชื่อว่า ดอกกระเจี๊ยบสีแดงเป็นสีแห่งพลังและความรัก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa L.

 

ขมิ้นชัน : สารพันคุณค่าทั้งทา ทั้งกิน

 

ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรที่ใครๆ ก็รู้จัก เพราะมักจะพบในชีวิตประจำวัน โดยนิยมใช้ปรุงแต่งกลิ่นและรสในอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะอาหารทางภาคใต้ เช่น แกงเหลือง แกงไตปลา แกงกะหรี่ ไก่ทอดขมิ้น เป็นต้น นับเป็นความฉลาดของคนใต้ ที่หาวิธีกินขมิ้นในชีวิตประจำวัน เพราะขมิ้นนั้นปัจจุบัน มีงานศึกษาวิจัยพบว่ามีคุณค่าต่อสุขภาพยิ่งนัก และยังพบว่าขมิ้นชันโดยเฉพาะในภาคใต้ดีที่สุดในโลก เพราะมีสารสำคัญคือเคอร์คิวมิน และน้ำมันขมิ้นสูงกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีการปลูกขมิ้นทั้งหมด

คนสมัยก่อนมีการใช้ประโยชน์จากขมิ้นในหลายๆ ด้าน ทั้งเป็นยาภายนอกและยาภายใน ในส่วนของยาภายนอกเชื่อว่าขมิ้นชัน ช่วยรักษาแผล ทำให้แผลไม่เป็นหนอง ช่วยสมานแผล ดังนั้น เวลาที่ก่อนจะบวชเป็นพระนาคต้องปลงผมก่อนอุปสมบท หลังจากโกนผมแล้วเขาจะทาหนังศรีษะด้วยขมิ้น เพื่อรักษาบาดแผลที่อาจจะเกิดจากใบมีดโกน

ขมิ้นยังมีสรรพคุณ ในการรักษาพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ในสมัยที่ยังเล็กๆ ตอนยุงกัดเป็นตุ่มแดง คุณยายมักจะใช้ปูนกินกับหมากแต้ม เพราะต้องการฤทธิ์แก้พิษของขมิ้น ที่ผสมอยู่ในปูนที่กินกับหมาก และฤทธิ์ของปูนที่ช่วยให้ขมิ้นติดผิวได้ดีขึ้น (ปูนกินกับหมากของคนโบราณ ได้จากการเผาเปลือกหอยจนร้อนจัด สามารถบดเป็นฝุ่นละเอียดสีขาว แล้วเอาไปผสมกับขมิ้นจะให้สีส้ม หรือเรียกเป็นสีเฉพาะว่า สีปูน)

นอกจากนี้ยังนิยมใช้ขมิ้นเป็นเครื่องสำอาง คนในแถบตอนใต้ของเอเชีย และแถบตะวันออกไกล ใช้ขมิ้นทาผิวหน้าทำให้ผิวหน้านุ่มนวล คนมาเลเซียและคนไทยสมัยก่อนจะใช้ขมิ้นในการอาบน้ำ ทำให้ผิวผ่องยิ่งขึ้น วิธีการอาบน้ำด้วยขมิ้นนั้น จะทาขมิ้นหมักไว้ที่ผิวหนังสักพัก แล้วจึงขัดออกด้วยส้มมะขามเปียก นอกจากทำให้ผิวหนังนุ่มนวลแล้ว ขมิ้นยังมีสรรพคุณในการป้องกันการงอกของขน ผู้หญิงอินเดียจึงใช้ขมิ้นทาผิวหนัง เพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอก

คนพม่าเชื่อว่าถ้าใช้ขมิ้นผสมสมุนไพร ที่ชื่อทาคาน่า ทาผิวเด็กสาวตั้งแต่ยังเล็กๆ จะทำให้เนื้อผิวละเอียด จนมีคำกล่าวในบรรดาชายไทยว่าสาวจะสวยต้อง "ผิวพม่า นัยน์ตาแขก"

ส่วนในการใช้เป็นยารับประทาน เชื่อว่าขมิ้นชันมีสรรพคุณในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย มีสรรพคุณในการช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ช่วยย่อยอาหาร มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายและช่วยบำรุงตับ รักษาระบบทางเดินหายใจที่ผิดปกติ หืด ไอ เวียนศรีษะ รักษาอาการปวดและอักเสบเนื่องจากไขข้ออักเสบ เป็นต้น

ปัจจุบันมีการศึกษาเพื่อพิสูจน์สรรพคุณของขมิ้น ตามการใช้แบบโบราณ ก็พบว่ามีสรรพคุณมากมายตามที่เคยใช้กันมา เช่น ขมิ้นชันมีสรรพคุณทำให้แผลหายเร็วขึ้น มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ลดปฏิกิริยาภูมิแพ้ เพิ่มภูมิคุ้นกันให้แก่ร่างกาย มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง มีฤทธิ์ขับน้ำดีช่วยในการย่อยและป้องกันไม่ให้เป็นนิ่วในถุงน้ำดี มีฤทธิ์ขับลม และมีการศึกษาการใช้ขมิ้นชันรักษาโรคกระเพาะในประเทศไทย (โรงพยาบาลศิริราช) พบว่า ได้ผลดีพอควร

มีการค้นพบสรรพคุณใหม่ๆ ของขมิ้นชันอีกมากมาย เช่น การป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด การชลอความแก่ การเป็นสารต้านมะเร็งและเนื้องอกต่างๆ พบว่า การกินอาหารผสมขมิ้นสามารถทำลายเชื้อไวรัสที่ผ่านมาทางอาหารได้ รวมทั้งสามารถป้องกันมะเร็งจากสารก่อมะเร็งต่างๆ และยังมีสรรพคุณในการต้านไวรัส โดยเฉพาะเชื้อ HIV อันเป็นต้นเหตุของโรคเอดส์ ขมิ้นชันจึงเป็นอีกความหวังหนึ่งของผู้ป่วยเอดส์

ขมิ้นชันยังมีคุณสมบัติ ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและลดปฏิกิริยาการแพ้ คนที่เป็นโรคภูมิแพ้และเป็นหวัดบ่อยๆ สมควรกินอาหารใต้ที่ใส่ขมิ้นทุกวันจะได้แข็งแรง ตอนนี้สงสารหมอโรคภูมิแพ้ เพราะคนเป็นกันมากเหลือเกินและเราต้องขาดดุลยารักษาโรคภูมิแพ้ ที่รักษาไม่หายสักที่ปีละมากมายมหาศาล หันมาลองกินขมิ้นชันกันดีกว่า

หากจะหันกลับมากินขมิ้นชันกันนั้น ควรเลือกขมิ้นชันที่ได้คุณภาพ คือ ขมิ้นชันต้องมีอายุอย่างน้อย 9-12 เดือน จึงสามารถขุดเหง้ามาทำยาได้ และต้องไม่เก็บไว้นานเกินไป จนน้ำมันหอมระเหยหายหมด และต้องเก็บให้พ้นแสง เพราะแสงจะมีปฏิกิริยากับเคอร์คิวมิน อันเป็นสารสำคัญในขมิ้นชัน หากจะกินขมิ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็ควรปลูกเอง ดูเอง ขุดมาใช้เองดีที่สุด ถูกดี และควบคุมคุณภาพได้ คนที่ทำไม่ได้ก็จงเลือกแหล่งซื้อที่ไว้ใจได้

ปัจจุบันขมิ้นชันแคปซูล อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ และเป็นยาในงานสาธารณสุขมูลฐาน จึงสามารถที่จะเบิกค่ายาจากระบบประกันได้ และแคปซูลขมิ้นชั้นยังสามารถวางจำหน่ายได้ในร้านค้าทั่วไป หากแพทย์ไทย คนไทยช่วยกันใช้ผลิตภัณฑ์จากขมิ้นชัน สุขภาพ เศรษฐกิจ ของคนไทย ของประเทศไทยก็คงจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa Linn

 

บัวบก : สมุนไพรมหัศจรรย์ บำรุงความจำ บำรุงสุขภาพ

 

บัวบกเป็นสมุนไพรในเขตร้อนที่ขึ้นในที่ชื้นๆ ทั่วไป เป็นผักพื้นบ้านที่คนในแถบนี้คุ้นเคย ในพม่ามียำใบบัวบก คนมาเลเซียผสมใบบัวบกลงในผักสลัด ในไทยนิยมใช้บัวบกเป็นผักแกล้มลาบ ส้มตำ ซุปหน่อไม้ กินกับน้ำพริก หรือกินกับหมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย และเป็นที่รู้กันดีว่าน้ำใบบัวบกมีสรรพคุณแก้ช้ำใน คนจีนเชื่อว่าน้ำใบบัวบกเป็นยาแก้ช้ำใน ช่วยลดการกระหายน้ำ บำรุงกำลัง

ในตำรายาไทยกล่าวว่า บัวบกมีรสเฝื่อนขมย็น แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ ขับโลหิตเสีย ส่วนในคัมภีร์อายุรเวทของอินเดีย บันทึกไว้ว่า บัวบกมีกลิ่นฉุน มีรสขมอมหวานย่อยได้ง่าย เป็นยาเย็น ยาระบาย ยาบำรุง ช่วยฟื้นฟูสภาพ บำรุงเสียง ช่วยให้ความจำดีขึ้น เป็นยาเจริญอาหาร แก้ไข้ แก้อักเสบ ผิวหนังเป็นด่างขาว โลหิตจาง มีหนองออกจากปัสสาวะ หลอดลมอักเสบ น้ำดีในร่างกายมากเกินไป ม้ามโต หืด กระหายน้ำ แก้คนเป็นบ้า โรคเกี่ยวกับเลือดและโรคที่สมุฏฐานเกี่ยวกับเสมหะ

บัวบกมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า ผักหนอก มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Centella asiatica L.มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Tiger's herb ชื่อภาษาอังกฤษของสมุนไพรชนิดนี้ มาจากเรื่องที่ว่า ถ้าเสือได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลแล้ว เจ้าเสือบาดเจ็บจะไปกลิ้งไปกลิ้งมาบนเจ้าต้นไปบัวบก ที่เลื้อยปกคลุมดินอยู่ เพื่อรักษาแผลให้ตัวเอง จากการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาก็พบว่า สารสกัดจากบัวบกมีฤทธิ์สมานแผลในหนูทั้งการกินและการทา

ปัจจุบันมีครีมใบบัวบกทั้งของในไทย และจากต่างประเทศจำหน่าย โดยมีข้อมูลสนับสนุนว่าสารสกัดจากใบบัวบกน่าจะป้องกันและลบรอยแผลเป็นได้ และถ้าใครที่เป็นแผลแล้ว กลัวเป็นแผลเป็นก็กินน้ำใบบัวบกบ่อยๆ ก็ช่วยป้องกันแผลเป็นได้

ในทางเครื่องสำอางถือว่าบัวบกเป็น magic herb หรือสมุนไพรมหัศจรรย์ทีเดียว เพราะมีสรรพคุณเย็น ให้พลังงานแก่เซล (Bio-energizing) กระตุ้นการสร้าง collagen และ elastin อันจะช่วยรักษาแผลและรอยเหี่ยวย่น ลดการอักเสบ สาวที่กลัวแก่ไว ก็ลองใช้น้ำคั้นใบบัวบกทาหน้า หรือแพคหน้า (คือ เอาผ้าก๊อซ หรือสำลีชุบน้ำคั้นใบบัวบกแล้วทิ้งไว้สักครู่) เป็นประจำ แทนโลชั่นบำรุงผิวราคาแพงจากเมืองนอก ก็คงทำให้บ้านเมืองเราประหยัดสตางค์ไปได้มาก และเชื่อว่าน้ำคั้นจากใบบัวบกช่วยลดอาการหน้ามันได้ด้วย

แม้แต่อาการที่ผิวหนังมีอาการบวมแดงเป็นปื้น (orange peel-like) น้ำคั้นจากใบบัวบกก็ใช้ได้เช่นกัน ทั้งยังมีรายงานว่า สารสกัด 50% เอธานอล มีฤทธิ์กระตุ้นการงอกของผมในคนศีรษะล้าน ใครที่ศีรษะล้านก็ลองใช้น้ำคั้นใบบัวบกทาบริเวณที่ล้านบ่อยๆ ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร เพราะบัวบกบ้านเรามีเยอะแยะ

หากมาดูสรรพคุณทางยาของบัวบกก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องของการช้ำใน คือ การที่ตกจากที่สูง ถูกกระแทกอย่างแรง มีการเจ็บภายในลำตัว อาการที่กล่าวมาเชื่อว่าฤทธิ์ลดการอักเสบ และฤทธิ์ในการที่ช่วยให้เลือดมีการไหลเวียนได้มากขึ้นของบัวบก จะทำให้อาการดังกล่าวดีขึ้น วิธีการใช้ก็คือ คั้นเอาแต่น้ำกินและตำพอกบริเวณที่เป็น และกินไปเรื่อยๆ จนกว่าแผลจะหายสนิท อาจใช้เวลา 3-7 วัน

วิธีการคั้นน้ำใบบัวบก คือ ใบบัวบก 1 กำมือหรือ1 แก้วคือเอาใบบัวบกยัดใส่แก้วพอแน่น ตำหรือปั่นให้ละเอียด เติมน้ำ 1 แก้วคนให้เข้ากัน แล้วกรองกินแต่น้ำ เติมน้ำตาลหรือเกลือ กินครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร แต่อย่ากินติดต่อกันปริมาณมากเป็นเวลานานๆ เพราะบัวบกมีรสเย็นจัดอาจทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้

แม้บัวบกจะมีรสเย็นจัด แต่ถ้ากินน้อยก็ไม่เป็นไร อย่างในอินเดียบอกว่าถ้ากินบัวบกวันละ 1-2 ใบ เป็นประจำทุกวัน จะช่วยทำให้จิตใจสดชื่นแจ่มใส ช่วยทำให้ความจำดีขึ้น บำรุงประสาทและโลหิต คนในอินเดียบางแคว้นกินใบบัวบกกับนม ถือว่าเป็นยาช่วยให้ความจำดีและช่วยบำรุงร่างกาย และปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์บัวบกที่ระบุสรรพคุณช่วยเพิ่มความจำ มาขายในเมืองไทยแล้วด้วย

ในไทยใช้บัวบกเป็นยาอายุวัฒนะ โดยแก้ปัญหาเรื่องมีฤทธิ์เย็นของบัวบกด้วย การผสมพริกไทยลงไป เขาใช้ผงใบบัวบก 2 ส่วนผสมกับผงพริกไทย 1 ส่วน ละลายน้ำร้อนกินก่อนนอน ครั้งละครึ่งช้อนชา โดยกล่าวว่า "กิน 1 เดือน โรคร้ายหายสิ้นมีปัญญา กิน 2 เดือน บริบูรณ์น่ารักมีเสน่ห์ กิน 3 เดือนริดสีดวงสิบจำพวกหายสิ้น กิน 4 เดือนลมสิบจำพวกหายหมด กิน 5 เดือนโรคร้ายในกายทุเลา กิน 6 เดือน ไม่รู้จักเมื่อยขบ กิน 7 เดือนผิวกายจะสวยงาม กิน 8 เดือน ร่างกายสมบูรณ์เสียงเพราะ"

้จะเห็นว่าผู้รจนาตำราบรรยายเสียเลิศเลอ เพื่อให้คนกินบัวบกกับพริกไทยเป็นยาอายุวัฒนะ และจะเห็นว่าในความเชื่อของคนไทย ก็มีความเชื่อว่าบัวบกเพิ่มความจำเช่นกัน อาจเป็นไปได้ที่บัวบกช่วยการไหลเวียนของเลือดและเพิ่มพลังงานให้เซล (Bio-energizing) จึงทำให้ความจำดีขึ้น

ส่วนท่านที่อยากให้ผู้สูงอายุที่มีความจำเลอะเลือนมีอาการดีขึ้น ก็น่าลองสูตรยาบำรุงแบบไทยตามที่กล่าวมาแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะกินใบบัวบกมากเกินแล้ว ที่จะทำให้ร่างกายเย็นเพราะสูตรนี้ ยังมีพริกไทยช่วยเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย ยาขนานที่กล่าวมาสามารถทำได้ง่าย แต่เวลาตากใบบัวบกควรตากในที่ร่ม อย่าตากแดดจัดเพราะจะทำให้สารบางตัวระเหยไป

การที่คนไทยหันกลับมาใช้สมุนไพร มิใช่เพียงแค่ประหยัดเงินตรายามยากของประเทศ แต่หากเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาของปู่ย่าตายาย เอาตัวเองเป็นหนูตะเภาเก็บความรู้ไว้ในสายใยแห่งชีวิต ที่จะส่งผ่านให้ลูกหลานสืบไป เพื่อลูกหลานจะได้มีอะไรไว้ศึกษาวิจัย ค้นคว้า สักวันสมุนไพรไทยจะไปเป็นกระแสหลักของชาวโลกเขามั่ง

 

ยอ : ยอดเยี่ยม

 

ยอ เป็นต้นไม้ขนาดกลาง ใบเขียวเป็นมันเหมือนใบหูกวาง ยอเป็นต้นไม้ที่คนโบราณทุกบ้านปลูกไว้เป็นเคล็ด เพื่อที่จะได้รับการสรรเสริญเยินยอ นับว่าเป็นความฉลาดของคนสมัยก่อนอย่างยิ่งในการหากลอุบายให้คนปลูกต้นยอไว้กับบ้าน เพราะว่ายอเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่ามากมาย ทั้งในแง่ของการใช้เป็นอาหาร เป็นยา เป็นสีย้อมผ้าไหมและผ้าฝ้ายชั้นยอด เปลือก ราก เนื้อไม้ ใบ ของยอให้สีเหลืองแกมแดงที่ติดคงทน ในเชิงวัฒนธรรมยังมีการใช้ใบยอรองก้นหลุมเสาเอก และเสาโทเวลาปลูกบ้าน ใช้ใบยอรองขันพิธีบายศรีสู่ขวัญในงานมงคลต่างๆ เป็นต้น

ใบยอจะใช้รองก้นกระทงห่อหมก ห่อหมกใบยอเป็นอาหารที่ช่างผสมกลมกลืนกลมกล่อมและเข้มข้น แม้เราจะใส่ผักชนิดอื่นลงไปแทนก็จะไม่ลงตัวหรือทดแทนความอร่อยได้ ตอนเด็กๆ จำได้ว่าเวลาทำห่อหมก ยายจะสั่งให้คนปลาช่อนตัวโตๆ กับเครื่องแกงและกะทิ ต้องคนจนเข้าเนื้อจริงๆ ให้ข้นเหนียวเป็นเนื้อเดียวกัน

ในตอนนั้นคิดแต่ว่าทำไมพวกผู้ใหญ่ถึงชอบกินอะไรยากๆ ดีแท้ แต่พอห่อหมกถูกนึ่งเสร็จสรรพเรียบร้อย กลิ่นจะหอมกรุ่นชวนกิน กลิ่นใบยอจะฟุ้งไปกับกลิ่นเครื่องแกง ในเวลาอีกไม่นานนัก ยายจะมีห่อหมกพุงปลาที่ใส่กระทงเฉพาะเป็นรางวัล สำหรับหลานตัวจ้อยที่คนเครื่องแกง จนเจ้าตัวอดคิดไม่ได้ว่าแขนมันน่าจะโตขึ้นเป็นสิบเท่าแล้วกระมัง เดี๋ยวนี้ถ้าใครช่างสังเกตหน่อยจะพบว่า เราจะหากินหาซื้อห่อหมกใบยอได้ยากขึ้นทุกที

ใบยอ นับเป็นอาหารสมุนไพรที่เพียบไปด้วยคุณค่าจริงๆ ใน 100 มิลลิกรัม มีวิตามินซี 76 มิลลิกรัม มากกว่ามะนาวถึงสองเท่

 







bulletHome
bulletมะรุม ต้นไม้เพื่อชีวิต ประโยชน์ และ "น้ำมันมะรุม"
bulletประโยชน์ของงา และน้ำมันงา
bulletเคล็ดลับเท้าสวยด้วยน้ำมันมะพร้าว
bulletเมนูจุดประกาย สาระน่ารู้
bulletครีมทาผิวไม่แตกต่างอย่างที่คิด
bulletเรื่องน่ารู้-สมุนไพรกับสุขภาพ
bulletการดูแลสุขภาพ-ความงาม ของแม่หญิงล้านนา
bullet21 เคล็ดลับความสาว
bulletอนุมูลอิสระคืออะไร? ทำไมเป็นศัตรูของผิวสวย
bulletสวยด้วยธรรมชาติจากโลกตะวันออก
bulletT-เด็ดเคล็ดความงาม
bulletเคล็ดลับความงาน..จากรอบโลก
bulletครีมหน้าขาว ครีมหน้าใส ครีมหน้าเด้ง
bulletน้ำผลไม้-สมุนไพร เครื่องดื่มดูแลสุขภาพ
bulletการบรรยายประชุมวิชาการ เรื่อง บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพ และความงาม
bullet10 วิธีดูแลมือ เท้า และเล็บ
bulletทำสปาที่บ้านด้วยตัวเอง
bulletเวชสำอางที่นิยมใช้ถนอมผิวพรรณ
bulletรวมสูตรผมสวย
bulletความลับของผิวหน้าใสสะอาด
bulletอี-บิสสิเนส เครื่องมือสร้าง CEM กลยุทธ์เอื้อ ภูมิดินฯ เข้าถึงผู้บริโภค
dot
Newsletter

dot
bulletเฮนน่า ยาย้อมผมสูตรธรรมชาติ
bulletสูตรดีท๊อกซ์ผมด้วยน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ อย่างไรให้ได้ประโยชน์
bulletคุณค่า Virgin Coconut Oil น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100 %
bulletภูมิดิน รับสมัครตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์
bulletLink Coconut Research Center




Copyright © 2010 All Rights Reserved.